เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 69 นายสติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงท่าทีของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลในการรับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลางว่าท่าทีของรัฐบาลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ในครั้งนี้ ถือเป็นตัวอย่างของการบริหารวิกฤติอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งมิติความมั่นคง มนุษยธรรม และเศรษฐกิจ โดยในมิติความมั่นคงและการคุ้มครองประชาชน ต้องชื่นชมการนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของคนไทยในภูมิภาคเป็นอันดับแรก มีการเตรียมแผนอพยพ การประสานงานเชิงรุก และการดูแลคนไทยในอิหร่านเป็นพิเศษ สะท้อนภาวะผู้นำที่ตั้งอยู่บนหลักความรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างแท้จริง
นายสติธร กล่าวต่อว่า ในด้านการทูต บทบาทของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ มีความชัดเจนและเป็นมืออาชีพ โดยยืนยันแนวทางสันติวิธี การเจรจาทางการทูต และการลดการเผชิญหน้า ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมเชิงระบบ ทั้งการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการในพื้นที่เสี่ยง และการอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับประเทศ แสดงให้เห็นว่าการทูตไทยยังคงยึดหลักสมดุล สร้างสรรค์ และไม่เลือกข้างในความขัดแย้ง
นายสติธร กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน ในมิติเศรษฐกิจ การที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เรียกประชุมด่วนร่วมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน และภาคเอกชน เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์รับมือนโยบายภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ สะท้อนการทำงานแบบบูรณาการตามมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นรูปธรรม การประเมินสถานการณ์ภายในกรอบเวลา 150 วัน การพิจารณากลยุทธ์เร่งรัดการส่งออกเพื่อลดผลกระทบระยะสั้น การจัดทำจุดยืนการเจรจาที่ชัดเจน และการประสานงานภายในประเทศเพื่อให้เกิดเอกภาพ ล้วนแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ตั้งรับเพียงอย่างเดียว แต่กำลังวางยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของนโยบายสหรัฐ
“โดยรวมแล้ว ท่าทีของรัฐบาลครั้งนี้สะท้อนการบริหารวิกฤตแบบสมดุล คือ ดูแลคนไทยอย่างใกล้ชิด รักษาจุดยืนทางการทูตที่สร้างสรรค์ และเตรียมมาตรการเศรษฐกิจเชิงรุกเพื่อลดผลกระทบในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ระบบระหว่างประเทศกำลังเผชิญความผันผวนสูงเช่นปัจจุบัน” นายสติธร กล่าว.



