โลกวันนี้ไม่ได้แค่ ‘เปลี่ยนผ่าน’ แต่กำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่จากวิกฤตหลายด้านที่เกิดพร้อมกัน ทั้งโรคระบาด วิกฤตภูมิอากาศ สงครามในหลายภูมิภาค และความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภาพของโลกที่ไม่แน่นอนเช่นนี้ คือจุดตั้งต้นของเวที ‘Geoeconomic Roundtable’ ภายในงาน FUTUREADY 2026 ซึ่งจัดขึ้นโดย BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) ร่วมกับบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และพันธมิตร เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และภาคธุรกิจ ร่วมกันมองหาทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ของไทย

เวทีเสวนาดังกล่าวมี ‘จิรวุฒิ กนกอรรจน์’ Director ของ Geoeconomics Agenda แห่ง BiOST เป็นผู้นำการสนทนาก่อนจะเข้าสู่การแลกเปลี่ยน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน บทบาทประเทศมหาอำนาจระดับกลาง การเติบโตของกลุ่ม Global South และแนวทางวางตำแหน่งของประเทศไทยในโลกหลายขั้ว
ความไม่แน่นอนที่กลายเป็นเรื่องปกติ

ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า ระเบียบโลกเดิมที่สร้างขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง กำลังถูกท้าทายอย่างหนัก องค์กรระหว่างประเทศอย่าง องค์การสหประชาชาติ ถูกตั้งคำถามว่าปรับตัวทันกับความเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ขณะที่สงครามในยูเครน ตะวันออกกลาง และพื้นที่อื่นๆ สะท้อนว่าโลกยังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะด้านการเมืองหรือการทหาร แต่ลามไปสู่การแข่งขันทางเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานสะอาด รวมถึงภัยไซเบอร์ที่สามารถกระทบเศรษฐกิจได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้กำลังทหาร
ในขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและมหาอำนาจระดับกลางเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ความเคลื่อนไหวของกลุ่มอย่าง BRICS และ Shanghai Cooperation Organization แสดงให้เห็นว่าหลายประเทศต้องการมีทางเลือกมากกว่าการพึ่งพาขั้วอำนาจเดียว
สงครามการเงิน-สมรภูมิเทคโนโลยี
อีกประเด็นที่น่าจับตาคือความเสี่ยงจากการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นศูนย์กลางของระบบการเงินโลก การใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจในเวทีการเมือง ทำให้หลายประเทศเริ่มมองหากลไกทางเลือก ทั้งการตั้งสถาบันการเงินใหม่ หรือการพัฒนาระบบชำระเงินและสินทรัพย์ดิจิทัลของตนเอง
วงสนทนาชี้ว่า ในโลกที่เงิน เทคโนโลยี และข้อมูลเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ประเทศที่กระจายความเสี่ยงได้ดี จะมีความยืดหยุ่นมากกว่าในระยะยาว
ไทยควรยืนตรงไหนในสมการใหม่ของโลก
ท่ามกลางแรงกดดันจากการแข่งขันของมหาอำนาจ หลายความเห็นเสนอว่า อาเซียนซึ่งมีประชากรกว่า 650 ล้านคน สามารถเป็นพื้นที่สร้างสมดุล และลดแรงปะทะระหว่างขั้วอำนาจได้ หากรักษาความเป็นกลางเชิงยุทธศาสตร์ไว้
สำหรับไทย ข้อเสนอที่ถูกพูดถึงคือ การยกระดับมาตรฐานสถาบันและกติกาเศรษฐกิจให้สอดคล้องสากล การพิจารณาเข้าร่วมกรอบความร่วมมืออย่าง OECD และการเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับ สหภาพยุโรป เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ควบคู่กับการปรับโครงสร้างรองรับสังคมสูงวัยและการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี
ข้อสรุปจากเวทีเสวนาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า โลกที่ผันผวนไม่ใช่แค่ความเสี่ยง แต่ยังเป็นโอกาส หากประเทศไทยมีทิศทางที่ชัด มีนโยบายที่ต่อเนื่อง และสร้างความเชื่อมั่นได้ในระยะยาว ประเด็นทั้งหมดจะถูกรวบรวมเป็น White Paper เพื่อสรุปข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ต่อไป ท่ามกลางโลกที่กำลังจัดระเบียบตัวเองใหม่อีกครั้ง



