จุดเปลี่ยนการเมืองไทยที่สำคัญส่วนใหญ่มาจากผลของนิติสงครามผ่านกลไกองค์กรอิสระ ทำให้นายกรัฐมนตรี และพรรคการเมืองหลายพรรคต้องถูกสั่งประหารชีวิตทางการเมืองมามากมาย โดยเฉพาะประเด็นร้อนที่ถูกจับตาในขณะนี้ คือ คดีฮั้วเลือกสว.และการเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ปลุกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ นำสู่การยื่นเรื่องให้มีการตรวจสอบและยื่นถอดถอน กกต. จากประชาชนหลายภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่ม สว.สำรอง ที่ยื่นร้องคดีฮั้วเลือก สว. มาตลอดแต่กลับไม่มีความคืบหน้าในการถอดถอนแต่อย่างใด ทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าทำไมการถอดถอนองค์กรอิสระจึงใช้เวลานาน และช่องทางการยื่นร้องเป็นอย่างไร

“การถอดถอนกรรมการองค์กรอิสระออกจากตำแหน่ง” เป็นการควบคุมตัวบุคคล หากกรรมการองค์กรอิสระทำผิดร้ายแรง ก็สามารถถูกดำเนินการให้พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระได้ เพื่อป้องกันความเสียหายต่อประเทศ

ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2540 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยกำหนดหมวดว่าด้วยการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และวางระบบถอดถอนที่ชัดเจนผ่านองค์กรอิสระ โดยเฉพาะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อมา รัฐธรรมนูญปี 2550 ยังคงหลักการนี้ไว้ และเสริมความเข้มแข็งของระบบตรวจสอบ

ใครถูกถอดถอนได้บ้าง ผู้ดำรงตำแหน่งที่อาจถูกถอดถอนได้ ได้แก่

  • นายกรัฐมนตรี
  • รัฐมนตรี
  • สส. และ สว.
  • ประธานศาลฎีกา
  • ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
  • ประธานศาลปกครองสูงสุด
  • อัยการสูงสุด
  • กรรมการการเลือกตั้ง
  • ผู้ตรวจการแผ่นดิน
  • ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
  • กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
  • ผู้พิพากษา อัยการ หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงตามกฎหมาย ป.ป.ช.

เหตุแห่งการถอดถอน มี 5 กรณีหลัก ได้แก่

  1. ร่ำรวยผิดปกติ
  2. ทุจริตต่อหน้าที่
  3. กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
  4. กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม
  5. จงใจใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง

กระบวนการถอดถอน ผู้มีสิทธิเริ่มกระบวนการ ได้แก่

  • สส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของสมาชิกทั้งหมด
  • ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างน้อย 20,000 คน
  • หรือ สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 (ในกรณีถอดถอน สว.)

ซึ่งทั้ง 3 ช่องทาง ต้องยื่นร้องต่อประธานวุฒิสภา เพื่อส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ไต่สวน หาก ป.ป.ช. ชี้ว่ามีมูล ผู้ถูกร้อง (กกต.) ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และส่งเรื่องให้วุฒิสภาพิจารณา โดยต้องใช้เสียง สว. ไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของสมาชิกทั้งหมดในการลงมติถอดถอน หากถูกถอดถอน จะพ้นจากตำแหน่งทันที และถูกตัดสิทธิทางการเมือง มติวุฒิสภาถือเป็นที่สุด

สถิติการถอดถอน ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 จนถึงรัฐธรรมนูญปี 2550 มีคำร้องเข้าสู่กระบวนการจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ตกไปในชั้นรวบรวมรายชื่อหรือ ป.ป.ช. ชี้ว่าไม่มีมูล และจนถึงปัจจุบัน วุฒิสภายังไม่เคยมีมติถอดถอนผู้ใดสำเร็จ