เมื่อวันที่ 5 มี.ค. เวลา 16.55 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่ว่ากรณีที่นายฌอน เค. โอนีล เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย หารือคุยกับนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 มี.ค. ที่ผ่านมา สหรัฐได้ขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นฐานปฏิบัติการทางทหารในการสู้รบกับอิหร่าน ว่า ตนยืนยันว่าสหรัฐไม่ได้นำเรื่องนี้มาพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี แต่ได้พูดคุยกันถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างกัน การส่งเสริมความร่วมมือในการป้องกันประเทศ การอัปเดตสถานการณ์ และเรื่องที่ไทยยังอยู่ระหว่างการเจรจากับสหรัฐเกี่ยวกับภาษีนำเข้า ทั้งนี้ ในการขอใช้สนามบินอู่ตะเภาสำหรับการให้เครื่องบินแวะเติมเชื้อเพลิงนั้น มีเป็นปกติอยู่แล้ว ซึ่งไทยมีการทำความร่วมมือนี้กับหลายประเทศ และเราไม่มีนโยบายให้ประเทศใดนำสนามบินของเราใช้เป็นฐานปฏิบัติการโจมตีอีกประเทศหนึ่งที่เรามีความสัมพันธ์ที่ดี

เมื่อถามว่าตั้งแต่เกิดสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นายสีหศักดิ์ได้หารือกับเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทยบ้างหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ได้หารือกันแล้ว โดยสิ่งที่เราเป็นห่วงที่สุดคือ การนำคนไทยในอิหร่านอพยพออกมาทั้งหมด ซึ่งหากคนไหนพร้อม เราจะนำออกมา ส่วนจะอพยพเมื่อไหร่นั้น เรามีแผนอยู่แล้ว แต่ตนขอไม่เปิดเผย อย่างไรก็ตาม ตนได้ประสานงานผ่านทางทูตอิหร่านฯ เพื่อขอให้รัฐบาลอิหร่านรับรองเรื่องความปลอดภัยของคนไทย รวมทั้งเราได้ประสานงานเรื่องนี้กับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลด้วย โดยแจ้งรายละเอียดว่ามีแผนการอพยพคนไทยอย่างไร เพราะนี่ถือเป็นเรื่องของมนุษยธรรม ซึ่งเส้นทางการอพยพของคนไทยควรจะปลอดภัยจากการสู้รบ
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ทูตอิหร่าน ระบุว่าอยากเห็นไทยเป็นตัวกลาง เพื่อให้เกิดสันติภาพทั้งสองฝ่ายนั้น นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราอยากเห็นสันติภาพอยู่แล้ว แต่กรณีที่มีอดีตข้าราชการของกระทรวงฯ และผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศบอกว่าประเทศไทยไม่มีจุดยืนนั้น ตนขอยืนยันว่าจุดยืนของเราอันดับแรก คือความปลอดภัยของคนไทย และไทยไม่ใช่คู่กรณีในความขัดแย้งนี้ อีกทั้งไทยต้องการเห็นสันติภาพ การเจรจาทางการทูต รวมถึงต้องมีการแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งสิ่งที่เราแถลงไปนี้มีความชัดเจน มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ และเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลคนไทยแสนคนในแถบตะวันออกกลาง.



