เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 69 ที่สวนหลวง ร.9 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ประกาศไม่ให้ต่างชาติเข้ามาใช้คนไทยเป็นนอมินีในประเทศ ว่า เป็นปัญหาที่เราฟังคำร้องเรียนมาจากหลายพื้นที่ ซึ่งปัญหานี้อยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ อีกส่วนก็ต้องยอมรับว่ามีคนไทยเข้าไปร่วมในกระบวนการเหล่านี้ สนับสนุนให้รัฐบาลจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ไม่อยากให้การทำเรื่องนี้ ไปผูกกับการสร้างกระแส หรือ อารมณ์ ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง แต่ไม่อยากให้เกิดภาพลักษณ์ความเข้าใจผิดหรือความน่ากลัว เช่น พื้นที่ท่องเที่ยวที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน ก็มีปัญหามากขึ้นเพราะกลายเป็นว่าคนไม่กล้าไปท่องเที่ยวเพราะคิดว่าเป็นดินแดนมาเฟีย แต่อีกส่วนเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนต่างชาติไม่ว่าจะเป็นแรงงาน นักลงทุน ก็มีความจำเป็นในระบบเศรษฐกิจของเรา ก็ต้องให้ชัดเจนว่า เมื่อเข้ามาแล้วต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และรัฐบาลต้องแบ่งนโยบาย การลงทุนหรือเข้ามาทำงาน เป็นลักษณะของการมาเชื่อมโยงสนับสนุนคนไทย ให้มีโอกาสและมีรายได้มากขึ้น มีช่องทางในการทำธุรกิจมากขึ้น มากกว่ามาสร้างเป็นอาณาจักรของตัวเอง ทำให้คนไทยรู้สึกต่อต้าน

ส่วนในช่วงของการหาเสียง มีการกล่าวหาเรื่องส่วย และการทุจริตในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องของนโยบาย 5 ข้อ 5 เรื่อง เรื่องที่เราให้ความสำคัญ หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กลับเข้ามาทำงานในด้านการเมืองที่สุจริต รวมไปถึงท้องถิ่นก็เช่นเดียวกัน ด้วยตรวจสอบได้ และก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์ได้มีการเปิดแอปพลิเคชัน “ส่องรัฐ” ถือเป็นจุดตั้งต้นให้เห็นว่าเราเอาจริง ไม่ใช่แค่การเสนอนโยบาย แต่เราหาทางออกด้วยวิธีให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม และเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ในอนาคตหากมีการร้องเรียนในประเด็นต่างๆ ตนมั่นใจว่าไม่ใช่เพียงพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น ผู้บริหารทุกระดับสามารถบอกได้ว่า เกิดความผิดปกติตรงไหน ก่อนที่จะมีการร้องเรียน และพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคที่รอให้ศาลตัดสินว่าผิดหรือถูก เราสามารถแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองได้ ถือเป็นธรรมเนียมที่พรรคประชาธิปัตย์ทำมาโดยต่อเนื่อง.