วันที่ 6 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานถึงผลกระทบหลังเกิดการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยืดเยื้อเป็นเวลานาน แม้ขณะนี้จะมีการหยุดยิงแล้วก็ตาม แต่สถานการณ์ยังคงคลุมเครือ ไม่มีทีท่าว่าจะยุติ และยังสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะรอบใหม่ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนต้องดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพอย่างไม่เป็นปกติ ต้องคอยหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา
โดยเฉพาะการค้าขายของพ่อค้าแม่ค้า ที่ต้องวางแผนการสั่งซื้อสินค้ามากักตุนขายในปริมาณที่ลดลง ประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน โดยเฉพาะสินค้าประเภทของสด หากเกิดการสู้รบขึ้นอีก อาจทำให้สินค้าเสียหายและขาดทุนได้
หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบคือร้านอาหารอีสานชื่อ “ศรีวิศร” ตั้งอยู่ริมถนนสาย 24 ติดกับวัดหลวงปู่เจียม บริเวณสี่แยกบ้านหนองยาว ตำบลกระเทียม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ โดยมีนางสมนิต ศรีวิศร อายุ 59 ปี อยู่บ้านเลขที่ 116 หมู่ 20 บ้านสุขสบาย ตำบลกระเทียม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ เป็นเจ้าของร้านจำหน่ายอาหารประเภทอาหารอีสาน ซึ่งพบว่าบรรยากาศภายในร้านค่อนข้างเงียบเหงา ลูกค้าไม่พลุกพล่านเหมือนในอดีต

นางสมนิต ศรีวิศร อายุ 59 ปี เจ้าของร้าน กล่าวว่า ตนเปิดร้านอยู่บริเวณนี้มานานกว่า 10 ปี ก่อนหน้านี้ในช่วงที่สถานการณ์ปกติ ร้านจะขายดีมาก มีรายได้วันละประมาณ 10,000-20,000 บาท เนื่องจากมีลูกค้าประจำและลูกค้าขาจรที่สัญจรผ่านถนนสาย 24 แวะเข้ามาอุดหนุนเป็นจำนวนมาก
แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดน ทั้งในรอบแรกและรอบที่สองที่ผ่านมา ทำให้รายได้ลดลงอย่างมาก ลูกค้าหายไปเกือบหมด อีกทั้งในช่วงนี้ยังมีกระแสข่าวต่อเนื่องว่าอาจเกิดการปะทะรอบที่สาม ทำให้ลูกค้ายิ่งเงียบ เพราะต่างวิตกกังวลและต้องระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่าย เผื่อกรณีต้องอพยพเหมือนที่ผ่านมา
จากเดิมที่เคยขายได้วันละหลักหมื่น ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณวันละ 2,000 บาท ก็ถือว่ายังพอประคองตัวได้ อย่างไรก็ตาม ตนก็ยังคงเปิดร้านขายลาบ ก้อย ต่อไป แม้บางวันจะขายได้บ้างไม่ได้บ้างก็ตาม
ทั้งนี้ แม่ค้าลาบก้อยรายดังกล่าวยังฝากความหวังไปถึงรัฐบาลใหม่ ให้เร่งแก้ไขปัญหาชายแดนให้คลี่คลายโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนสามารถทำมาหากินได้ตามปกติอีกครั้ง



