ผ่านไปเกือบ 1 ปี กับภาพ “ช็อกโลก” เมื่ออาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จ เกิดเหวี่ยงไป-มา จากผลพวงแผ่นดินไหว ก่อนครู่เดียวจะถล่มต่อหน้า สร้างความตื่นตกใจ เพราะขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่มีคนทำงานอยู่ภายในจำนวนมาก
ภารกิจกู้ชีพ เป็นสิ่งที่ต้องลงมือทันที ตามข้อมูลในเหตุการณ์มีผู้ได้รับบาดเจ็บ รอดชีวิต 9 ราย ขณะที่ส่วนใหญ่เสียชีวิต
ข้อมูลที่ ศูนย์ปฏิบัติการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการห้วง วันที่ 28 มิ.ย.-10 มิ.ย. 2568 มีผลยืนยันตัวบุคคลจากการเก็บดีเอ็นเอญาติเปรียบเทียบได้ 93 ราย เหลือ 2 ราย ไม่สามารถยืนยันตัวตน และจนถึงปัจจุบันไม่มีญาติเข้ามาติดต่อ สันนิษฐานเป็นคนต่างด้าว
ขณะที่การเยียวยาโดย “ไม่ผูกพัน” กับคดี ห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่งเยียวยา “13 ราย สุดท้าย” เสร็จสิ้น รวมการเยียวยาผู้เสียชีวิต 96 ราย บาดเจ็บ 9 ราย (คนไทย 65 ราย, เมียนมา 36 ราย, กัมพูชา 3 ราย และลาว 1 ราย)

นอกเหนืออาลัยกับความสูญเสีย การเยียวยาผู้บาดเจ็บและทายาทเบื้องหลังของผู้เสียชีวิต “กระบวนการทางกฎหมาย” หรือการดำเนินคดีกับผู้มีส่วนรับผิดชอบความผิดพลาด ถูกจับตามาตลอด กระทั่งใกล้ครบ 1 ปี กระบวนการยุติธรรมในคดีนี้คืบหน้าไปถึงไหน
“ทีมข่าวอาชญากรรม” ตรวจสอบคดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ แบ่งเป็น ส่วนของตำรวจ สน.ท้องที่ อย่าง สน.บางซื่อ อีกส่วนสอบสวนเป็นคดีพิเศษ โดย กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ปัจจุบันคดีหลุดจากมือพนักงานสอบสวนไปสู่ขั้นตอนต่อไปแล้ว โดยมี 2 คดีอยู่ในกระบวนการชั้นศาล, 1 คดี อยู่ในชั้นสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และอีก 1 คดีอยู่ในชั้นอัยการ

คดีในชั้นศาล
คดีหลัก (สำนวนจาก สน.บางซื่อ) คดีหมายเลขดำที่ อ 2201/2568 ที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 ฟ้องนายเปรมชัย กรรณสูต กับพวก 23 ราย เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบ ควบคุม ทำการก่อสร้าง อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ หรือวิธีการอันพึงกระทำการนั้น ๆ โดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม นัดเริ่มสืบพยานโจทก์นัดแรก วันที่ 23 ก.ค. 2569 และนัดสืบพยานจำเลยนัดสุดท้าย 25 พ.ค. 2570

คดีนอมินี (สำนวนจากดีเอสไอ) คดีหมายเลขดำ อ.1558/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 5 เป็นโจทก์ฟ้อง บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์10 (ประเทศไทย) จำกัด จำเลยที่ 1 (โดยนายชวน หลิงจาง กรรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน) ฐานเป็นคนต่างด้าว ฝ่าฝืนประกอบธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนต่างด้าวโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามบัญชีสาม (10) การก่อสร้าง
นายชวน หลิงจาง กรรมการผู้มีอำนาจบริษัท ไชน่าฯ จำเลยที่ 2 ฐานเป็นกรรมการหุ้นส่วน หรือผู้มีอำนาจกระทำ การแทนนิติบุคคลซึ่งยินยอมและรู้เห็นเป็นใจกับการให้ผู้มีสัญชาติไทยกระทำความผิดนั้น หรือมิได้จัดการตามสมควรเพื่อป้องกันมีให้เกิดความผิด

นายโสภณ มีชัย จำเลยที่ 3 และ นายมนัส ศรีอนันต์ จำเลยที่ 5 ฐานเป็นผู้มีสัญชาติไทยให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนคนต่างด้าวเพื่อให้คนต่างด้าวหลีกเลี่ยงหรือผ่าฝืนประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต, เป็นกรรมการ หุ้นส่วน หรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคคลซึ่งยินยอมและรู้เห็นเป็นใจกับการให้ผู้มีสัญชาติไทยกระทำความผิดนั้น หรือมิได้จัดการตามสมควรเพื่อป้องกันมีให้เกิดความผิด
ส่วน นายประจวบ มีเขตร จำเลยที่ 4 ฐานเป็นผู้มีสัญชาติไทย ให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนคนต่างด้าวเพื่อให้คนต่างด้าวหลีกเลี่ยงหรือผ่าฝืนประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต นัดสืบพยานโจทก์นัดแรก วันที่ 1 ก.ย. 2569 สืบพยานจำเลยนัดสุดท้าย วันที่ 30 ก.ย. 2569

คดีพิเศษที่ 38/2568 หลังกรมสรรพากรร้องทุกข์ให้ดีเอสไอสอบสวนบริษัท ซิน เคอหยวน สตีล จำกัด กรณีการขายวัสดุในการก่อสร้างอาคาร สตง. เกี่ยวข้องกับการปลอมใบภาษีกว่า 7,000 ฉบับ มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท ดีเอสไอสรุปสำนวนสั่งฟ้องบริษัทดังกล่าวต่อ “อัยการ” แล้ว
คดีพิเศษที่ 58/2568 เป็นคดีที่ดีเอสไอตรวจสอบประเด็นการฮั้วประมูล เน้นเจาะสัญญาโครงการก่อสร้างที่มีหลายฉบับ และด้วยคดีที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง ทำให้ต้องส่งให้ “ป.ป.ช.” เป็นผู้ไต่สวน.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



