นาทีนี้คงไม่ต้องคาดเดา สำหรับการโหวตตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ คงหนีไม่พ้น “นายโสภณ ซารัมย์” สส. 7 สมัย จ.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เมื่อดูการแสดงออกวันที่เดินทางไปรับใบรับรองจากกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งยืนเคียงข้าง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. โดยแอ๊คชั่นให้สื่อถ่ายภาพ โดยตามปฏิทินการประชุมสภา คาดว่าจะไม่เกินกลางเดือน มี.ค. 69 สำหรับวันโหวตประธานสภา ในการประชุมนัดแรก ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่าไม่เกินวันที่ 12 มี.ค. สำหรับสัดส่วนประธานสภา และรองประธาน พรรคร่วมรัฐบาลที่นำโดย “ภท.” ที่มี สส. 192 คน จะได้ตำแหน่งประธานสภา และรองประธานสภา คนที่หนึ่ง ขณะที่รองประธานสภา คนที่สอง จะเป็นของพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะพรรคร่วมลำดับสอง มี สส.74 คน

ถ้า “นายโสภณ” ได้รับตำแหน่งประธานสภา ซึ่งมีสถานะเป็นประธานรัฐสภาจริง ก็คงจะประสานงานกับ “นายมงคล สุระสัจจะ” ประธานวุฒิสภาได้เป็นอย่างดี เพราะเคยมีข่าวว่า นายมงคลได้รับการผลักดันจาก “ครูใหญ่เนวิน ชิดชอบ” ผู้มากบารมีแห่งพรรค ภท. โดยนายมงคลได้ทำหน้าที่ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ และเคยได้รับการผลักดันให้เป็นอธิบดีกรมการปกครอง ต้องยอมรับว่า ตำแหน่งประธานสภาและประธานวุฒิสภา ถือว่ามีความสำคัญ ในส่วนประธานสภา ต้องทำหน้าที่คุมเกมในเรื่องการโหวตนายกฯ ดูแลการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ และจัดระเบียบวาระต่างๆ เพื่อให้ฝ่ายบริหารได้เปรียบพรรคร่วมฝ่ายค้าน เช่นเดียวกับประธานวุฒิสภา ซึ่งหลายคนก็รู้ว่า มี สว.เกือบ 130 คน ที่มีความใกล้ชิดกับพรรค ภท. จนถูกขนานนาม “สว. สีน้ำเงิน” โดยเฉพาะบทบาทสำคัญคือ การเลือกบุคคลเข้าไปทำงานในองค์กรอิสระ ซึ่งถือเป็นอำนาจสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ

มาถึงวันนี้คงต้องยอมรับ “พรรค ภท.” มีอำนาจเบ็ดเสร็จ คุมทั้งอำนาจฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่สำคัญที่สุด การใช้อำนาจเป็นสิ่งที่ต้องพึงระวัง เพราะหากใช้ในทางที่ถูกต้อง ก็คงมีคนยกย่องสรรเสริญ แต่เมื่อไหร่ใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง แรงต่อต้านย่อมรุนแรง เพราะในอดีตที่ผ่านเราก็เห็นตัวอย่างมาแล้ว

ส่านการจัดตั้งรัฐบาล ที่มี “ภท.” เป็นแกนนำรัฐบาล คำถามที่หลายคนอยากรู้คือ พรรคกล้าธรรม (กธ.) จะเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ โดย “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รองนายกฯ และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรค กธ. ให้สัมภาษณ์ภายหลังพา สส.พรรค กธ.รายงานตัว กรณีมีการพูดคุยกับพรรค ภท. ในการร่วมรัฐบาลแล้วหรือยังว่า ยืนยันยังไม่ได้คุยกับใครตามที่เคยให้สัมภาษณ์ หลังจากกลับจากต่างประเทศ ถ้าได้รับมอบหมายให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็จะมีความชัดเจนว่า พรรคไหนบ้างจะเข้าร่วมรัฐบาล แต่ตอนนี้เราไม่ใช่พรรคแกนนำ เราจึงให้เกียรติถึงที่สุด เพราะเป็นมารยาทของพรรคการเมือง เมื่อถามต่อว่า รู้สึกอย่างไรที่ขณะนี้โผ ครม.ยังไม่มีชื่อของพรรค กธ.เลย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เป็นนักการเมืองปีนี้มาเป็นปีที่ 7 ที่เป็น สส. มีช่วงหนึ่ง ก็เคยเป็นฝ่ายค้าน ร่วมกับพี่น้องที่มาจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ดังนั้นไม่รู้สึกอะไร เราทำได้ทุกหน้าที่ เมื่อถามอีกว่า ไม่เสียดายกระทรวงเกษตรฯหรือ ร.อ.ธรรมนัส ย้อนถามว่า ทำไมต้องเสียดาย เราอยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ หัวโขนที่คนสวมอยู่หลุดได้ทุกเมื่อ เราก็พร้อมส่งต่อให้ทุกคนทุกเมื่อ หากเราเสียดายที่ไม่ได้เป็นตำแหน่งอะไร เราก็เป็นนักการเมืองที่แย่มาก
เมื่อถามว่า หากพรรค กธ.เป็นฝ่ายค้าน กังวลจะมี สส.ในพรรคเป็นงูเห่าหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “เราเป็นนักจับงู เราก็ไม่ปล่อยงูเราไปไหน มีแต่งูเขียวหางไหม้” ส่วนกระแสข่าวว่า มีการซื้อตัวงูเห่ากันแล้วนั้น “เป็นการสร้างข่าวที่ทำให้เกิดความสับสน สส.แบบแบ่งเขตทั้ง 56 คนของพรรค กธ. กว่าจะได้แต่ละคนมา ผมเหนื่อยมาพอสมควร ถ้าใครไปจากผม ก็ถือเป็นนักการเมืองที่เลวที่สุด” เมื่อถามถึงท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ที่หลีกเลี่ยงจะตอบคำถามถึงการดึงพรรค กธ.ร่วมรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่รู้สึกอะไรเลย ตนยิ้มได้ในทุกที่ เพราะเราเป็นนักการเมืองมานาน ส่วนความสัมพันธ์กับนายอนุทิน เราไม่ได้โกรธ ไม่ได้เกลียดอะไรกัน ไม่ได้ทะเลาะกัน เมื่อถามอีกว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ติดต่อกับนายอนุทินใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เป็นของตนแบบนี้ จะไม่ติดต่อใครก่อน ย้ำว่า การเป็นนักการเมืองต้องมีศักดิ์ศรี เมื่อถามว่า วางแนวทางการทำงานในสภาอย่างไร ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เดี๋ยวก็รู้ เราก็ทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนปวงชน

มาถึงวันนี้โอกาสที่ “พรรค กธ.” จะได้เข้าร่วมรัฐบาล แทบจะเป็นศูนย์ รอเพียงแกนนำ ภท.แจ้งอย่างเป็นทางการ และจะให้เหตุผลอะไร ที่ใช้ผลักเพื่อนร่วมรบ ไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน หรือในที่สุดอาจให้ร่วมเป็นฝ่ายบริหาร โดยไม่มีข้อต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น
ที่น่าสังเกตคือท่าที “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังนำ สส.ของพรรคเข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภา ว่า ไม่นึกว่าจะได้กลับมาบรรยากาศแบบนี้ แต่วันนี้ตั้งใจเต็มที่ เพราะเป็นงานที่ตนทำมาตลอดชีวิต เป็นงานที่ชอบที่สุด ส่วนสัญญาณการเทียบเชิญเข้าร่วมรัฐบาล ยังไม่มีอะไร เราฟังจากนายกฯ อยากให้การจัดตั้งรัฐบาล แถลงนโยบาย และเข้าบริหารราชการแผ่นดินเกิดขึ้นได้โดยเร็ว
เพราะขณะนี้มีเรื่องที่ประเทศต้องรับมือกับภาวะของโลกที่เกิดขึ้น ถ้าเรามีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม ก็จะสามารถคลี่คลายปัญหา และสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่า เมื่อถามว่า ทางพรรค ปชป.ยังไม่ประกาศเป็นฝ่ายค้านเต็มตัว เพราะความสัมพันธ์ที่ดีกับพรรค ภท.หรือไม่ หัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวว่า เป็นเรื่องของมารยาททางการเมือง เราไม่ได้ถึงขั้นจะต้องปฏิเสธหรืออะไร เพียงแต่ว่า ทางพรรค ภท.ทราบอยู่แล้วถึงจุดยืนของเรา ถ้าจะเข้าไปร่วม เรายึดถือสิ่งที่พูดกับประชาชนไว้ ว่ามีเงื่อนไขต่างๆ อย่างไร

ท่าทีของหัวหน้าพรรค ปชป. เหมือนยังพร้อมเปิดรับการติดต่อจากพรรค ภท. เพื่อให้เข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งหมายถึงต้องไม่มี กธ. เพราะถ้าหากนับจากเสียงพรรคร่วมรัฐบาล ขณะนี้มีประมาณ 300 เสียง ถ้าหากร่วมกับ ปชป.อีก 21 เสียง ถือว่า ทำให้รัฐบาลมีความมั่นคงขึ้นมาทันที หรือสูตรนี้มีความเป็นไปได้

ด้านสถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “สเปก ครม.ชุดใหม่ ในฝันของคนไทย” ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 27 ก.พ.-2 มี.ค. จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 1,908 ตัวอย่าง โดยคุณสมบัติรัฐมนตรีใน ครม.ชุดใหม่ “ที่ไม่ต้องการ” (สำรวจโดย x Line Today) เสียงส่วนใหญ่ ขีดเส้นชัดว่า ปฏิเสธคนที่ “เคยมีมลทินคอร์รัปชัน” 48.9% ไม่ต้องการคนที่ “เคยมีประวัติคดีทุจริต หรือคดีร้ายแรงเรื่องความซื่อสัตย์” สูงสุดแบบทิ้งห่าง รองลงมา 17.9% ไม่ต้องการคนที่มีผลประโยชน์ส่วนตัวทับซ้อน ในกระทรวงที่เป็นรัฐมนตรี, 15.3% ขาดอุดมการณ์ทางการเมือง ย้ายพรรค ข้ามขั้วเพื่อหวังตำแหน่ง, 14.9% ไม่มีประสบการณ์/ไม่มีความรู้จริงในกระทรวงที่นั่งเป็นรัฐมนตรี และ 3.0% เคยบริหารงานผิดพลาดจนเกิดความเสียหาย “คอร์รัปชัน” ไม่ใช่แค่ข้อเสีย แต่เป็นด่านแรกที่ประชาชนอยากให้ใช้คัดกรองในการตัดสิทธิ และอยากเห็นการคัดเลือกรัฐมนตรีบน “คุณสมบัติ” มากกว่าการเมืองแบบจัดสรรตำแหน่ง
คนไทยอยากได้ “ครม.มือสะอาด–ฟังประชาชน” มากกว่ามือการเมือง 32.1% ต้องการคนที่ซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์สูงสุด รองลงมา 28.7% ต้องการคนที่รับฟังและนำปัญหาประชาชนไปแก้ไข, 24.6% มีความเชี่ยวชาญ มีผลงานในตำแหน่งที่รับผิดชอบ, 11.5% มีความกล้าในการตัดสินใจ รับผิดชอบในสิ่งที่ตัดสินใจ และ 3.1% เคยเป็น สส./รมต.มาก่อน สะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้ให้คุณค่ากับการเป็นนักการเมืองอาชีพ เท่ากับความน่าเชื่อถือ เน้น คนซื่อสัตย์–ฟังประชาชน–เชี่ยวชาญงานและผลงาน

สังคมไม่ยึดติดโควตา เปิดรับทั้ง “มืออาชีพคนนอกและผู้หญิง” ให้อำนาจนายกฯ ตัดสินใจ สัดส่วนผู้ที่เป็นมืออาชีพจากนอกการเมืองที่ควรมี ส่วนใหญ่ 26.4% ระบุว่า มีหรือไม่มีก็ได้ แล้วแต่นายกฯ รองลงมา คือ 22.2% อยากให้มี 10%, 18.4% อยากให้มี 30% ขึ้นไป, 14.7% อยากให้มี 20% และ 18.3% ไม่แน่ใจ สัดส่วนผู้หญิงที่ควรมี ส่วนใหญ่ 31.2% ระบุว่า มีหรือไม่มีก็ได้ แล้วแต่นายกฯ รองลงมา คือ 21.5% อยากให้มี 10%, 16.6% อยากให้มี 20%, 14.0% อยากให้มี 30% ขึ้นไป และ 16.7% ไม่แน่ใจ แต่โดยรวมก็มีความหวังให้ได้ “คนมืออาชีพ” และ “ให้มีผู้หญิงมาร่วมในระดับหนึ่ง” อยากให้คัด “คนที่เหมาะ” โดยไม่ปิดกั้นเพศ (ตัวเลือก 10–30% รวมกันเป็นก้อนใหญ่)
ถือเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ และฝ่ายการเมืองควรนำไปพิจารณา โดยเฉพาะพรรคการเมืองไหนที่เป็นแกนนำรัฐบาล เพื่อจะทำให้องค์ประกอบฝ่ายบริหาร เป็นที่ยอมรับของประชาชนมากที่สุด และทำให้การบริหารมีประสิทธิภาพและสร้างประโยชน์ให้ประเทศมากที่สุด
“ทีมข่าวการเมือง”



