คู่รักที่หลายคนลุ้นหนักว่าเมื่อไหร่จะมีข่าวดีชัดเจน สำหรับ “ตุลย์-ภากร ธนศรีวนิชชัย” และ “มิว-ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์” ล่าสุดหนุ่มตุลย์ได้ออกมาเปิดใจในงานแถลงข่าว “60 Years of Travel Heritage – Now for Thailand” ถึงความคืบหน้าของงานมงคลสมรสที่แฟนคลับทั่วโลกเฝ้ารอ โดยยอมรับว่าตอนนี้ความคืบหน้าอยู่ที่ประมาณ 15% และเริ่มมีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน

โดย ตุลย์ เผยว่า “สำหรับความคืบหน้างานแต่ง ยังไม่ได้ดูฤกษ์เลยครับ แต่รู้สึกว่าต้องแต่งช่วงปีใหม่ ช่วงหน้าหนาว เพราะผมอยากจัดงานเอาต์ดอร์ในสวน อากาศก็น่าจะต้องดีหน่อย อีกอย่างคือเพื่อนๆ ที่อยู่ต่างประเทศจะได้ใช้เวลาช่วงหยุดยาวมาเมืองไทย ตอนนี้ผมว่าสำคัญที่สุดคือฤกษ์ แต่ผมหาซินแสเรื่องบ้านอยู่ แบ่งงานกันแล้วว่าผมจะดูเรื่องทำบ้าน ส่วนเขารับผิดชอบเรื่องงานแต่ง

จริงๆ เรื่องฤกษ์เนี่ยผมว่าหม่าม้าให้ฤกษ์เองยังได้เลย หม่าม้าเป็นฝ่ายเทวสัมพันธ์ สื่อสารสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ (ยิ้ม) ถามว่าการดำเนินงานคืบหน้ากี่เปอร์เซ็นต์แล้ว น่าจะ 15% เดี๋ยวมันจะมาเอง ถ้าหาออร์แกไนซ์ได้ก็จะช่วยดูแลได้เยอะ

แล้วพอเลื่อนมาหลายรอบ ถามผู้ใหญ่ว่ายังไงบ้าง เขาปล่อยจอยมากครับ แล้วแต่เรา จริงๆ ยังไม่ได้ปรึกษาคุณพ่อคุณแม่ฝ่ายไหนเลยเพราะว่าเราโตแล้วจัดเมื่อไหร่ก็บอก แต่ว่าคุณแม่ไปดึงหน้ารอแล้ว (หัวเราะ) เขาอยากสวยสะพรั่งที่สุดในวันงาน ซึ่งกว่ามันจะเข้าที่ก็ต้องใช้เวลา เชื่อว่าวันนั้นคุณแม่จะสวยมากครับ (ยิ้ม)

ถามว่าตื่นเต้นไหม คือไม่เคยแต่งเหมือนกันก็คิดว่าต้องตื่นเต้นแหละ ชุดยังไงดี แต่งรอบเดียวก็อยากปังๆ หน่อย ใส่ชุดไทยดีไหมจะได้ให้ทุกคนเห็นประเพณีบ้านเรา หรือว่าใส่เป็นยูกาตะแบบญี่ปุ่น ส่วนชุดที่เสร็จแล้วหนึ่งชุดจะเป็นแบบสากล โกลบอลแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับเราออกแบบให้

ถ้าแต่งแล้ว เรื่องจดทะเบียน คงจดแต่ไม่รู้ยังไง ผมก็ถามเขาว่าจะไปจดที่ต่างประเทศด้วยไหม เพื่อจะได้สิทธิอะไรเต็มที่ แต่จริงๆ ที่ไทยก็สมรสเท่าเทียมแล้วก็ไม่ต่างกันแล้ว คิดอยู่ว่าจะจดที่วันงานเลยดีไหมต่อหน้าทุกคนไปเลย

ล่าสุดมิวแต่งเพลงให้เราด้วย เพลง IMPERFECT มันกินใจมาก มีคนเขียนเนื้อเพลงที่มาจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ตอนแรกเขายังไม่ได้บอกเลย แต่เราอ่านเนื้อแล้วจำได้ว่านี่มันเราที่เขาเคยพูดนี่ (ยิ้ม) ตอนนั้นคือไปเที่ยวกันเป็นทริปลงเรือสำราญ แล้วเขาบอกว่าทุกเช้าที่ตื่นพอเปิดผ้าม่านแล้วมีแสงตกกระทบหน้า เขาก็นอนดูหน้าเราแบบนั้น (ยิ้ม)

เราก็ถามว่ามันน่าเกลียดหรือเปล่า เขาบอกว่านี่คือรสชาติชีวิต ไม่ต้องเพอร์เฟกต์แต่มันมีความสุขกับสิ่งตรงหน้าก็พอแล้ว หรืออย่างเคยตกรถไฟด้วยกัน หรือฝนตกไม่มีร่ม สุดท้ายก็เอาเสื้อมาคลุมวิ่งกันสองคน พอเขาย้อนกลับไปแล้วเขียนเป็นเพลง เราก็ประทับใจ

ส่วนอะไรที่ทำให้รู้สึกว่ารักกันมากขึ้น คือผมรู้สึกว่าความรักคือการยอมรับตัวตนส่วนหนึ่งของเรา แล้วก็ปรับตัวให้เข้ากับอีกคนที่เป็นพาร์ตเนอร์เรา มีอะไรก็คุยกัน จะไม่ปล่อยให้ค้างคาในใจนาน ต่างคนต่างรู้ว่าใครชอบอะไรแล้วคอยเอาใจใส่กันและกัน

ถามว่าเขายังคลั่งรักอยู่ไหม ยังเป็นอยู่ครับ สิ่งน่ารักในประจำวันที่โทรฯ หากันตลอด เวลาขับรถชอบโทรฯ มาคุย ทั้งที่กลับไปก็จะเจอกัน ส่วนเราเป็นสายแพลน เวลาเขาไปทำงานแล้วเราไปด้วยก็จะแพลนแล้วว่าไปกินอะไรบ้าง เขาจะได้เที่ยวที่ไหน เราก็ทำรีเสิร์ชหมด หรือเวลาคุณพ่อคุณแม่เขาไปด้วยเราก็ดูแล”