ความเคลื่อนไหวของ “พรรคภูมิใจไทย (ภท.)” ในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ยังถูกจับตามอง เมื่อ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. เคยออกมาระบุว่ายังไม่ปิดดีลพรรคร่วมรัฐบาล แม้จะได้พรรคเพื่อไทย (พท.) รวมทั้งพรรคเล็ก มาออกเสียงหนุนร่วมกันแล้วได้เกือบ 300 เสียง หลายคนยังลุ้นว่า “พรรคกล้าธรรม (กธ.)” จะยังมีโอกาส มีสถานะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ ถ้าหากต้องตัดทิ้งเพื่อนร่วมงาน นายกฯ จะให้เหตผลอะไรหรือไม่ หรือจะเป็นอย่างที่หลายคนวิเคราะห์ คือ ต้องการตัดตอนไม่ให้พรรคสีเขียว โตมากเกินไป เพราะจะกลายเป็นหอกข้างแคร่พรรคสีน้ำเงินในอนาคต

รวมทั้งการส่งผู้สมัคร สส. ลงสมัครรับเลือกตั้ง ในพื้นที่ทับซ้อนกับพรรค ภท. เกือบ 40 เขต เลยสร้างความไม่พอใจในทางการเมืองยอมกันไม่ได้ อีกทั้งวันนี้มี สส. ถึง 58 คน แต่ก็จะสุ่มเสี่ยงถูกวิจารณ์ว่า ไม่นึกถึงบุญคุณที่ “พรรค กธ.” แยกตัวมาสนับสนุน “นายอนุทิน” เป็นนายกฯ ในสมัยแรก
ดังนั้นความเคลื่อนไหวที่ถูกจับตามองที่สุด คือ วันที่ 8-9 มี.ค. “พรรค ภท.” เตรียมจัดประชุมสัมมนา สส. ของพรรคอย่างเป็นทางการครั้งแรก ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ การประชุมครั้งนี้นำโดย นายอนุทิน พร้อมด้วย นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกฯ, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ แคนดิเดตรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ รวมถึง สส. ของพรรคทั้ง 191 คน เข้าร่วม อย่างพร้อมเพรียง

สำหรับสาระสำคัญของการสัมมนาครั้งนี้ นอกจากเป็น การกำหนดทิศทาง การทำงานของ สส. ในฐานะแกนนำรัฐบาลแล้ว หัวหน้าพรรค จะนำเสนอข้อมูล สะท้อนความต้องการของประชาชนจากทั่วประเทศ ให้ที่ประชุมรับทราบอย่างรอบด้าน เพื่อกำหนดกรอบนโยบาย และลำดับความเร่งด่วนในการบริหารประเทศเพื่อนำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ขณะเดียวกัน จะเปิดโอกาสให้ สส. แต่ละพื้นที่ สะท้อนปัญหาและ ความต้องการของประชาชน ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เสนอต่อคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เพื่อรวบรวมเป็นข้อสรุปเชิงนโยบาย และใช้เป็นฐานประกอบ การตัดสินใจทางการเมือง
แต่ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ การประกาศความชัดเจน และมีมติจัดตั้งรัฐบาล โดยจะเลือกพรรคการเมืองต่างๆ มาร่วมรัฐบาล โดย กก.บห. จะรับฟังความเห็นจาก สส. ก่อนพิจารณามีมติ ในทิศทางเดียวกัน เพื่อเดินหน้าเจรจา จัดตั้งรัฐบาล อย่างเป็นทางการ ดังนั้นคงต้องรอดู พรรค ภท. จะมีมติออกมาหรือไม่ จะใช้หลักการอะไรในการดึงพรรคไหน เข้ามาร่วมรัฐบาล ซึ่งด้วยวิกฤติปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง ระหว่าง สหรัฐ-อิสราเอล กับ อิหร่าน ซึ่งจะมีผลกระทบกับปัญหาเศรษฐกิจและราคาน้ำมัน ดังนั้นการมี รัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม อย่างเร่งด่วน เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ อีกทั้งการเลือกบุคลากรเข้ามาทำงานในฝ่ายบริหาร ต้องมีศักยภาพ ในการแก้ไขปัญหา ไม่เช่นนั้นการเข้ามาเป็นรัฐบาล ที่มี “ภท.” เป็นแกนนำ อาจกลายเป็นทุกขลาภ ถูกวิจารณ์ว่าล้มเหลว ส่งผลถึง เสถียรภาพฝ่ายบริหาร ที่อยู่ไม่ครบ 4 ปี

ด้าน “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ ในฐานะ ประธานที่ปรึกษาพรรค กธ. ให้สัมภาษณ์ กรณีมีการพูดคุยกับพรรค ภท. ในการร่วมรัฐบาล แล้วหรือยังว่า ยืนยัน ยังไม่ได้คุยกับใคร ตามที่เคยให้สัมภาษณ์ หลังจาก กลับจากต่างประเทศ ถ้าได้รับมอบหมาย ให้เป็น แกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็จะมีความชัดเจนว่า พรรคไหนบ้างจะเข้าร่วมรัฐบาล แต่ตอนนี้ เราไม่ใช่พรรคแกนนำ เราจึงให้เกียรติถึงที่สุด เพราะเป็นมารยาทของพรรคการเมือง
เมื่อถามต่อว่า รู้สึกอย่างไรที่ขณะนี้โผ ครม. ยังไม่มีชื่อของพรรค กธ. เลย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เป็นนักการเมืองปีนี้มาเป็นปีที่ 7 ที่เป็น สส. มีช่วงหนึ่ง ก็เคยเป็นฝ่ายค้าน ร่วมกับพี่น้องที่มาจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ดังนั้น ไม่รู้สึกอะไร เราทำได้ทุกหน้าที่ เมื่อถามอีกว่า ไม่เสียดายกระทรวงเกษตรฯ หรือ? ร.อ.ธรรมนัส ย้อนถามว่า ทำไมต้องเสียดาย เราอยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ หัวโขนที่คนสวมอยู่หลุดได้ทุกเมื่อ เราก็พร้อมส่งต่อ ให้ทุกคนทุกเมื่อ หากเราเสียดายที่ไม่ได้เป็นตำแหน่งอะไร เราก็เป็นนักการเมืองที่แย่มาก

เชื่อว่าในการ สัมมนาพรรค ภท. พรรคที่ต้องรอลุ้นมากกว่าใคร คงหนีไม่พ้นพรรค กธ. เพราะคงหวังว่า แกนนำพรรคสีน้ำเงิน จะเปิดไฟเขียว ให้ร่วมรัฐบาลได้ เพราะวันนี้แทบจะไม่มีข้อต่อรอง ลดเงื่อนไขต่างๆ จนหมดสิ้นแล้ว หรือถ้าหากตัดมิตรร่วมรบออก จะมีข้อครหาว่า หวังตัดตอนพรรคการเมือง ที่เป็นคู่แข่งหรือไม่

ส่วนความเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ยังต้องเกาะติดต่อไป หลังผิดหวังจากผลการเลือกตั้ง “พรรคประชาชน (ปชน.)” ต้องพ่ายแพ้ “ภูมิใจไทย (ภท.)” ไปอย่างผิดคาด ต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภา 3 สมัยติดต่อกัน อีกทั้ง “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. ก็ยังมีชนักติดหลัง กรณีลงชื่อ แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด และส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาแล้ว ถ้าหากศาลรับคำฟ้อง ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในทันที ต้องรอดูว่า เมื่อถึงวันนั้น พรรคสีส้มจะหาทางออก เกี่ยวกับวิกฤติผู้นำอย่างไร
ขณะที่พรรค ปชน. ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ในหัวข้อ พรรค ปชน. พร้อมเดินหน้าทำงานในสภา ผลักดัน “กฎหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลงทันที” โดยระบุว่า พรรค ปชน. พร้อมเดินหน้าทำงานในสภา เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎร เป็นพื้นที่แห่งความหวัง ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้า แม้การตรวจสอบข้อครหา เกี่ยวกับ การจัดการเลือกตั้ง 2569 ยังคงต้องดำเนินการต่อ แต่ในเมื่อ กกต. ได้มีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งซึ่งจะนำมาสู่ การเปิดประชุมสภา ในเร็วๆ นี้ ทางพรรค ปชน. พร้อม ตอบแทนความไว้วางใจ ของประชาชน โดยการทำงานเต็มที่เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงผ่านกลไกนิติบัญญัติ
หนึ่งภารกิจด้านนิติบัญญัติที่ มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และที่พรรค ปชน. เริ่มเดินหน้าได้ทันทีตั้งแต่วันนี้ คือการผลักดันร่างกฎหมาย ที่สอดคล้องกับนโยบายที่พรรคได้นำเสนอในช่วงการรณรงค์เลือกตั้ง ในเบื้องต้น กฎหมายที่เราจะผลักดันทันทีจะ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก 1. กฎหมายที่เราจะเสนอเข้าใหม่ ทันทีที่สภาเปิด โดยเบื้องต้น ประกอบไปด้วย 9 ชุดแรก
ชุด 1 สร้างเศรษฐกิจเพื่อทุกคน ประกันสังคมโปร่งใส ยึดโยงกับประชาชน (พ.ร.บ.ประกันสังคม) ปรับสูตรคำนวณค่าแรงขั้นต่ำให้เป็นธรรม (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน) เพิ่มกลไกกำกับแพลตฟอร์มต่างชาติ (พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล) ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่พัก (พ.ร.บ.โรงแรม)
ชุด 2 ปราบโกง เปิดเผยข้อมูลรัฐให้โปร่งใส (พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ) เพิ่มกลไกในการ ตรวจสอบงบประมาณ (พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ / พ.ร.บ.สำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO))
ชุด 3 กระจายอำนาจ ปรับโครงสร้าง กทม. ให้มีประสิทธิภาพ-มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น (พ.ร.บ.กรุงเทพมหานคร) ปลดล็อกท้องถิ่นเรื่องบริการสาธารณะและส่วนแบ่งรายได้ (พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ / พ.ร.บ.จัดตั้ง อปท. / พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน) ส่งเสริมการเลือกตั้งท้องถิ่นพร้อมกัน (พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่น / พ.ร.บ.จัดตั้ง อปท.)

ชุด 4 ลดค่าไฟอย่างยั่งยืน เปิดเสรีตลาดซื้อขายไฟฟ้า (พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน)
ชุด 5 ยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มกลไกยกระดับ ให้น้ำประปาดื่มได้ (พ.ร.บ.ประปาแห่งชาติ) ปลดล็อกขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ (พ.ร.บ.ขนส่งทางบก)
ชุด 6 ปกป้องสิ่งแวดล้อม รับมือและปรับตัวกับภาวะโลกรวน (พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) บริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบ (พ.ร.บ.ขยะ)
ชุด 7 ปฏิรูปการศึกษา สร้างการศึกษาที่มีความหมายและมีความสุข (พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ) ลดภาระงานครู สร้างโรงเรียนปลอดภัย (พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา)

ชุด 8 คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ต่อต้านการฟ้องปิดปาก Anti-SLAPP (ประมวลกฎหมายอาญา / ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา / ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ / ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง) คุ้มครองสิทธิชุมนุมโดยสันติ (พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ) ยุติการลอยนวลพ้นผิด (ประมวลกฎหมายอาญา / พ.ร.ป.วิธีพิจารณาคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง / พ.ร.บ.พระธรรมนูญศาลทหาร)
ชุด 9 ปฏิรูปการเมืององค์กรอิสระ ไม่เป็นอิสระจากประชาชน (ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รายมาตรา)) จัดการเลือกตั้งโปร่งใส ตรวจสอบได้ (พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส.) จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ของประชาชน (ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (จัดทำ รธน. ฉบับใหม่)) [ต้องรอดูว่า ครม. จะยืนยันร่าง รธน. ของพรรค ปชน. ที่ผ่านวาระ 1 ไปแล้วหรือไม่]

พรรค ปชน. ระบุต่อว่า 2. กฎหมายที่ค้างในสภา ชุดที่แล้ว (ผ่านวาระ 1 แล้ว) และพรรคเรียกร้องให้ ครม. มีมติยืนยันให้กฎหมายได้ไปต่อ ปัจจุบันมีกฎหมายประมาณ 20 ฉบับที่ได้ผ่านการรับหลักการ (วาระ 1) โดยสภาผู้แทนราษฎรชุดก่อนหน้านี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ยังค้างอยู่ในกระบวนการและขั้นตอนต่างๆ ของสภา เมื่อมีการยุบสภาตอนปลายปี 2568 ทางพรรค ปชน. จึงขอ เรียกร้องให้ ครม. ใหม่ ที่จะตั้งขึ้นหลังจากนี้ ใช้อำนาจตาม รธน. มาตรา 147 เพื่อมีมติยืนยัน ให้กฎหมายต่างๆ ที่ค้างอยู่ในสภา ได้ถูกพิจารณาต่อในสภาชุดนี้ ตัวอย่างกฎหมายสำคัญที่ ครม. ใหม่ ควรมีมติให้ไปต่อ พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพิ่มกลไกในการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 (สว. กำลังพิจารณา)
พ.ร.บ.ล้มละลาย เปิดให้ประชาชนยื่นเข้าแผนฟื้นฟูกิจการได้ (สว. กำลังพิจารณา) พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ ทบทวนใบอนุญาตล้าสมัย เพิ่มความรวดเร็ว (สว. ส่งกลับมาที่ สส.) พ.ร.บ. PRTR : เปิดเผยข้อมูลมลพิษในพื้นที่อุตสาหกรรม (รอพิจารณาวาระ 2) พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ปรับชั่วโมงทำงาน-วันลา ตามมาตรฐานสากล (รอพิจารณาวาระ 2) พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า ป้องกันการผูกขาด-อำนาจเหนือตลาด (รอพิจารณาวาระ 2) พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร : สร้างกระบวนการยุติธรรมที่เสมอภาค (อยู่ในชั้น กมธ. (สส.))
ทางพรรค ปชน. จะทำเต็มที่ในการ แสวงหาความร่วมมือ กับพรรคการเมืองอื่นในสภา รวมถึงรณรงค์และทำความเข้าใจกับสังคมนอกสภา เพื่อผลักดัน “กฎหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลง” ต่างๆ ให้ผ่านความเห็นชอบของสภาชุดที่ 27 ให้ได้สำเร็จ โดยในเช้าวันจันทร์ (9 มี.ค.) สส. พรรค ปชน. ทุกคน จะเดินทาง ไปรายงานตัวพร้อมกัน ที่อาคารรัฐสภา เพื่อเดินหน้าสู่การใช้พื้นที่สภา ใน การสร้างการเปลี่ยนแปลง
ต้องรอดูรูปแบบ การประสานงาน ของพรรค ปชน. กับการขอความร่วมมือ ในการผลักดันกฎหมายต่างๆ จะได้รับการตอบรับหรือไม่ โดยเฉพาะบางประเด็น เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งเกี่ยวข้องกับองค์กรรอิสระ เช่นการทำงานของ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) การถอดถอนบรรดาบุคคลที่ทำงานอยู่ในองค์กรอิสระ
ทีมข่าวการเมือง



