เมื่อวันที่ 8 มี.ค. นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดี กรมการแพทย์ กล่าวถึงว่า ภาวะกรดแลคติกสูง (Lactic acidosis) มักเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ไม่เพียงพอ ทำให้เซลล์ต้องสร้างพลังงานในรูปแบบที่ก่อให้เกิดกรดแลคติกมากขึ้น สาเหตุที่พบได้ เช่น ภาวะติดเชื้อรุนแรง ภาวะช็อก โรคหัวใจล้มเหลว โรคตับหรือไต รวมถึงการออกกำลังกายอย่างหนัก ความรุนแรงของภาวะกรดแลคติกสูง มีได้ตั้งแต่ไม่รุนแรงและสามารถหายได้เอง จนถึงขั้นส่งผลกระทบต่อการทำงานของเซลล์ และอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกายและเสียชีวิตได้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ควรได้รับการประเมินรักษาโดยเร็ว

นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ ผอ.โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า การประเมินผู้ป่วยที่มีภาวะกรดแลคติกสูงต้องพิจารณาทั้งระดับความรุนแรงของความเป็นกรดและสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะดังกล่าว เนื่องจากจะเป็นตัวกำหนดความเร่งด่วนและแนวทางในการรักษา หากร่างกายสร้างกรดแลคติกมากผิดปกติ อาการสำคัญคือ อ่อนเพลียผิดปกติ หายใจเร็วหรือหายใจลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง เวียนศีรษะ สับสน หรือหัวใจเต้นเร็ว เมื่อมีอาการรุนแรงอาจเกิดความดันโลหิตต่ำหรือหมดสติได้ หากไม่ได้รับการดูแล อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ

นพ.ธนิศร หาญศิริการ งานโรคไต กลุ่มงานอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า สาเหตุที่พบได้บ่อย เช่น ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในกระแสเลือดและมีกรดแลคติกสูง มักบ่งชี้ว่าการติดเชื้อมีความรุนแรงมากขึ้นและมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงกว่าผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะดังกล่าว การรักษาจะเน้นให้ยาปฏิชีวนะ ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ และใช้ยากระตุ้นความดันโลหิตตามความเหมาะสม อีกกรณีหนึ่งคือผู้ป่วยเบาหวานที่รับประทานยาเม็ทฟอร์มิน โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะไตวายร่วมด้วย อาจเกิดภาวะกรดแลคติกสูงจากยาได้ การรักษาเริ่มจากการหยุดยาและให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ หากมีความรุนแรงมากอาจต้องให้สารละลายที่ช่วยลดความเป็นกรดในเลือดหรือทำการฟอกเลือดล้างไตเพื่อช่วยกำจัดยาออกจากร่างกาย