นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯได้เชิญภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับภาคการค้า 3 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรด และร้านสะดวกซื้อรายใหญ่รวม 10 แห่ง กลุ่มห้างจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง 7-8 แห่ง และสมาคมตลาดสดไทย ซึ่งมีสมาชิกตลาดสดอยู่ทั่วประเทศ มาร่วมหารือในการดูแลค่าครองชีพประชาชนท่ามกลางราคาน้ำมันโลกผันผวนสูงจากการสู้รบในตะวันออกกลาง เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาขายปลีก ต้นทุน และสต๊อกสินค้า พร้อมกับซักซ้อมทำความเข้าใจแนวทางการดูแลสินค้าที่จำเป็นในช่วงวิกฤต

“จากการหารือผู้ค้าทั้งหมดต่างยืนยันว่า ปัจจุบันยังมีสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงวัสดุก่อสร้างมีปริมาณเพียงพอ ไม่ขาดแคลน และจะไม่มีการปรับขึ้นราคาในช่วงนี้  ซึ่งกรมได้เน้นย้ำให้ดูแลเรื่องราคาสินค้าเป็นพิเศษ หากสินค้าใดมีความจำเป็นจะปรับขึ้นราคาจะต้องแจ้งให้กรมก่อน เพื่อพิจารณาหาแนวทางดูแลร่วมกัน รวมถึงขอให้มีการจัดโชว์สินค้าในชั้นวางให้เพียงพอ และห้ามกักตุน ขณะเดียวกัน ยังขอความร่วมมือให้ห้างและตลาดสด จัดกิจกรรมโปรโมชั่นลดราคา ช่วยลดค่าครองชีพแก่ประชาชนในช่วงนี้ด้วย ซึ่งทุกรายพร้อมให้ความร่วมมืออย่างดี”

ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า  กรมได้หารือร่วมกับผู้ที่อาจกระทบต่อต้นทุนการขนส่ง และต้นทุนการผลิตสินค้า จนอาจทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น และให้เตรียมสำรองสินค้าให้เพียงพอกับความต้องการ ห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้น โดยหากพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมาย เช่น กรณีฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยไม่มีเหตุอันควร มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกเร่งซื้อสินค้าจำนวนมากเกินความจำเป็น เพราะสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอ และยังไม่พบปัจจัยที่จำเป็นต้องปรับขึ้นราคา เนื่องจากนายกรัฐมนตรีสั่งให้กระทรวงพลังงาน ตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศไม่เกินลิตรละ 30 บาทมีระยะเวลา 15 วัน โดยกรมจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน เพื่อดูแลค่าครองชีพเป็นธรรม”

สำหรับมาตรการดูแลค่าครองชีพ มีทั้งมาตรการทางกฎหมาย และมาตรการบริหาร โดยมาตรการทางกฎหมาย ได้กำหนดรายการสินค้าและบริการควบคุม 59 รายการ แบ่งเป็น สินค้า 54 รายการ และบริการ 5 บริการ ภายใต้พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการพ.ศ.2542   และยังมีมาตรการบริหาร ได้แก่ ติดตามความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด  ตลอดจนการมาตรการลดค่าครองชีพ ได้แก่  1.งานธงฟ้าราคาประหยัดทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค  1,263 ครั้ง ลดค่าครองชีพ 26.67 ล้านบาท

2.ร้านอาหารธงฟ้า เมนูละ 35 บาท จำนวน 5,306 แห่งทั่วประเทศ ลดภาระค่าครองชีพได้ประมาณ 10-35%  และ3.ร้านธงฟ้าพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น สำหรับผู้ถือบัตรสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ 13.27 ล้านคน อีกจำนวน 168,761 ร้านทั่วประเทศพร้อมกันนี้ จะดูแลต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร ด้วยโครงการธงเขียว ราคาประหยัดอย่างต่อเนืองเพื่อจำหน่ายปัจจัยทางการเกษตร ทั้งปุ๋ยเคมี เคมีการเกษตร คาดจะช่วยลดต้นทุนได้ 223 ล้านบาท เริ่มโครงการประมาณเดือนเม.ย.-ก.ค.69