เมื่อวันที่ 9 มี.ค. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน เปิดเผยภายหลังคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เดินทางมาเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชา ในภาคอุตสาหกรรม ภาคก่อสร้าง และภาคเกษตรกรรม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ว่า การประชุมในวันนี้ ตนได้รับฟังความเดือดร้อนของภาคเอกชนที่มีความกังวลและเข้าใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยในหลักการของกระทรวงแรงงาน ขอยืนยันใน 5 มาตรการหลัก ดังนี้ 1.การหารือในวันนี้ เป็นการรับฟังข้อความกังวล ความเดือดร้อนของภาคเอกชนและข้อเสนอแนะต่างๆ

2.หลักการของการบริหารจัดการแรงงานสัญชาติกัมพูชาในประเทศไทย คือ ไม่มีการรับแรงงานกัมพูชาเข้าประเทศ แต่จะบริหารจัดการแรงงานที่มีอยู่ที่เคยได้รับใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยและใบอนุญาตยังไม่หมดอายุ 3.แรงงานสัญชาติกัมพูชาทั้งหมดที่จะทำงานอยู่ในประเทศไทยต้องเป็นแรงงานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนและมีนายจ้างเป็นผู้รับรองว่าเป็นแรงงานในสังกัดของนายจ้างรายนั้นๆ อย่างชัดเจน 4.มาตรการทั้งหมดที่จะดำเนินการ จะต้องไม่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ โดยทุกมาตรการที่ออกมา กระทรวงแรงงานจะประสานกับฝ่ายความมั่นคงอย่างใกล้ชิด และ 5.ได้สั่งการให้กรมการจัดหางาน จัดทำมาตรการรองรับที่รัดกุม ชัดเจน สามารถควบคุม กำกับ ติดตามแรงงานได้ตลอดเวลา

เมื่อถามถึง กรณีมีการปล่อยข่าวจนเกิดความสับสนว่าประเทศไทย จะเปิดด่านหรือเปิดประเทศ นางสาวตรีนุช กล่าวยืนยันว่ารัฐบาลไทยยังไม่มีนโยบายที่จะเปิดประเทศหรือด่านชายแดนที่ติดกับกัมพูชาในทุกกรณี

รมว.แรงงาน กล่าวว่า บทบาทของกระทรวงแรงงานคือการทำหน้าที่ กำกับ ติดตาม และป้องกันผลกระทบด้านแรงงาน หากแรงงานหายไปจากระบบ ซึ่งทางภาคเอกชนมีความต้องการที่จะส่งสัญญาณมายังรัฐบาล ผ่านทางกระทรวงแรงงาน เพื่อให้ผ่อนผันให้แรงงานสัญชาติกัมพูชาอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานต่อไปได้อีก 6 เดือน โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานสัญชาติกัมพูชาตามมติ ครม. 24 ก.ย. 2567 ที่ได้รับอนุญาตทำงานถึง 31 มี.ค. 2569 ซึ่งกระทรวงแรงงานจะพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้ดีที่สุด

“หน้าที่ของกระทรวงแรงงาน คือ ทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายมีความเดือดร้อนน้อยที่สุด หรือ หากจะผ่อนผันให้แรงงานสามารถทำงานได้ต่อ ก็ต้องมีมาตรการที่เข้มข้นในการจัดระเบียบให้อยู่ในที่ในทาง ซึ่งเรื่องนี้ได้สั่งการให้อธิบดีกรมการจัดหางานประสานกับฝ่ายความมั่นคง ให้ดำเนินการเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนและมีมาตรการที่รัดกุมขั้นสูงสุดอยู่แล้ว” นางสาวตรีนุช กล่าว

ด้านนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า ปัจจุบันแรงงานสัญชาติกัมพูชาตามมติ ครม. 24 ก.ย. 2567 ที่ได้รับอนุญาตทำงานถึง 31 มี.ค. 2569 มีประมาณ 53,809 คน และกลุ่ม MOU ครบวาระ 4 ปี ที่จะหมดอายุระหว่าง พ.ย. 2568–ธ.ค. 2569 อีกประมาณ 85,117 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นแรงงานกลุ่มเดิมที่ได้รับการอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทยอยู่แล้ว และยังอยู่ในประเทศไทย ส่วนแรงงานเก็บผลไม้ตามฤดูกาล โดยเฉพาะในจังหวัดภาคตะวันออก ได้เสนอให้ผ่อนผันให้คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาที่ถือ Border pass  ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 ประมาณ 6,072 คน อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และสามารถทำงานต่อไปได้อีก 3 เดือน ตามแนวทางที่กระทรวงแรงงานกำหนด

อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า  ในส่วนของการประสานกับฝ่ายความมั่นคงอย่างเคร่งครัดตามนโยบายของรมว.แรงงาน ขณะนี้ได้มีการประสานเพื่อตรวจสอบประวัติกับฝ่ายความมั่นคง เพื่อวางกรอบแนวทางที่เข้มแข็งในการดูแลแรงงานต่างด้าวกลุ่มนี้อย่างเป็นระบบภายใต้เงื่อนไขที่ชัดเจน พร้อมทั้งให้นายจ้างรับผิดชอบในการกำกับ ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด โดยพิจารณาถึงความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญด้วย และหากแรงงานต่างด้าวมีพฤติกรรมที่ส่งผลต่อความมั่นคง จะส่งกลับประเทศต้นทางทันที.