สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ว่ารายงานวิเคราะห์โดยการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) ระบุว่า ผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย และการขนส่งที่สูงขึ้น รวมถึงอัตราค่าระวางและเบี้ยประกันภัย มีแนวโน้มที่จะเพิ่มต้นทุนอาหาร และเพิ่มแรงกดดันด้านค่าครองชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มที่เปราะบางที่สุด
รายงานเปรียบเทียบผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน จากการหยุดชะงักของช่องแคบกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ รวมถึงการระบาดของโรคโควิด-19 และการเริ่มต้นสงครามของรัสเซียในยูเครน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อประเทศยากจนที่สุดในโลก
นับตั้งแต่การสู้รบเริ่มต้นขึ้น การขนส่งผ่านช่องแคบลดลงอย่างมาก โดยปริมาณการจราจรลดลง 97% ในวันที่ 7 มี.ค. เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในเดือน ก.พ.
The Strait of Hormuz supplies vital energy, especially to Asia.
— UN Trade and Development (@UNCTAD) March 11, 2026
In 2024, 80%+ of crude oil and LNG passing through were bound for Asian markets.
For wider impacts on global trade and development, read @UNCTAD analysis: https://t.co/Ns6qKLodDp pic.twitter.com/lbsARLIPC2
รายงานเตือนว่า ต้นทุนด้านพลังงาน ปุ๋ย และการขนส่งยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งในเอเชียยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงราคา เนื่องจากภาระหนี้สินสูงและต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น
การเข้าถึงปุ๋ยอาจแย่ลงสำหรับบางประเทศที่ยากจนที่สุด รวมถึงซูดาน โซมาเลีย แทนซาเนีย และโมซัมบิก ซึ่งได้รับปุ๋ยส่วนใหญ่ที่นำเข้าผ่านอ่าวเปอร์เซีย ขณะที่ปากีสถาน ศรีลังกา และเคนยา ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน
นอกจากนั้น ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ก็ได้รับปุ๋ยประมาณ 30% จากอ่าวเปอร์เซีย ขณะที่รายงานเมื่อปี 2567 ระบุว่า การค้าปุ๋ยทางทะเลทั่วโลกประมาณ 1 ใน 3 หรือประมาณ 16 ล้านตัน ถูกลำเลียงผ่านช่องแคบฮอร์มุซ.
เครดิตภาพ : AFP



