เมื่อวันที่ 12 มี.ค. นายศรัณย์ เบ็ญจนิรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยว่า ได้ประชุมร่วมกับผู้แทนจากกรมธุรกิจพลังงาน ผู้แทนกรมสรรพสามิต ผู้แทนจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อหารือและติดตามสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet A-1) ที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทย
นายศรัณย์ กล่าวต่อว่า ผู้แทนจากบริษัทผู้ผลิตน้ำมันทั้งสองแห่งชี้แจงว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังคงมีปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานเพียงพอต่อความต้องการใช้งาน และคาดว่าจะยังไม่เกิดผลกระทบด้านปริมาณในระยะสั้นขณะที่ผู้แทนจากกรมธุรกิจพลังงานให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันดิบสำรองประมาณ 3 เดือน ในกรณีที่ไม่สามารถนำเข้าน้ำมันดิบเข้ามาในประเทศได้ โดยปริมาณสำรองดังกล่าว ครอบคลุมน้ำมันทุกประเภท รวมถึงน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet A-1)
นายศรัณย์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังหารือถึงมาตรการรองรับกรณีที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานปรับตัวสูงขึ้น โดยผู้แทนจากกรมสรรพสามิตชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่มีมาตรการปรับลดอัตราภาษีน้ำมัน อย่างไรก็ตามหากสายการบินมีข้อเสนอเกี่ยวกับการปรับลดอัตราภาษี สามารถจัดส่งข้อมูลประกอบการพิจารณาที่แสดงถึงผลต่อการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ กพท. จะติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet A-1) อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประสานกับสายการบินสัญชาติไทย เพื่อรวบรวมข้อมูลความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน และนำไปใช้ในการประเมินสถานการณ์ และสนับสนุนการบริหารจัดการด้านพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรมการบินต่อไป.



