ถูกจับตามองไปต่างจากรัฐบาล ภายใต้การนำของ “พรรคภูมิใจไทย (ภท.)” ในส่วนของพรรคฝ่ายค้านนำโดย “พรรคประชาชน” ที่มี สส. 120 คน เพราะแต่ละพรรคเคยมีปัญหากันมาก่อน อีกทั้งบางพรรคก็ไม่เต็มใจกับการทำงานในฐานะฝ่ายตรวจสอบ จะมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน ในขณะที่ปัญหาต่างๆ กำลังรุมเร้าประเทศไทย โดยเฉพาะปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบกับราคาน้ำมัน ที่ปรับตัวสูงขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะมีผลกระทบกับราคาสินค้า ผลกระทบจากเงินเฟ้อ รายได้จากการส่งออก ถ้าหากฝ่ายบริหารไม่มีแผนรับมือ หรือแก้ไขปัญหาอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ย่อมเกิดผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ดังนั้นการสร้างเอกภาพให้เกิดขึ้นกับฝ่ายค้าน จึงมีความจำเป็น แต่จะเป็นสถานะที่เลือกไม่ได้ แต่ถ้าหากทำงานกันด้วยความหวาดระแวง ย่อมไม่เป็นผลดีกับกระบวนการตรวจสอบ และจะทำให้ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่

ขณะที่แกนนำพรรคฝ่ายค้าน “ปชน.” นอกจากจะต้องเตรียมแนวทางบทบาทในการตรวจสอบรัฐบาล ก็ยังมีปัญหาภายในที่ต้องแก้ไข หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิดอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล (ก.ก.) กรณีร่วมกันลงชื่อ และเสนอแก้ไขร่างประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ด้วย เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา โดย “นายสุรพงษ์ อินทรถาวร” เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยถึงความคืบหน้าการส่งคำร้อง กรณีชี้มูลความผิดจริยธรรมร้ายแรงอดีต 44 สส.พรรค ก.ก. โดยครบกำหนดระยะเวลา 30 วัน ในวันที่ 9 มี.ค. ว่า การร่างคำร้องเสร็จแล้ว แต่อยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริง และเอกสารในสำนวนให้ตรงกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) เนื้อหาในคำร้องมีมากจึงต้องใช้เวลาตรวจสอบให้รอบคอบ จึงต้องขอขยายเวลาการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาออกไปก่อน คาดว่าคงไม่เกิน 1-2 สัปดาห์

หากศาลฎีการับคำร้องอดีต 44 สส.พรรค ก.ก. นั่นหมายความว่า สส.สังกัดพรรค ปชน. จำนวน 10 คน จะต้องถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ศาลฎีการับคำร้อง โดย 10 สส.ปชน.ได้แก่ สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน 1.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ 2.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ 3.นายรังสิมันต์ โรม 4.นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ 5.นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล 6.นายณัฐวุฒิ บัวประทุม 7.นายวาโย อัศวรุ่งเรือง 8.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ และสส.เขต 2 คน คือ นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม.เขต 18 และ นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.เขต 33

ซึ่ง “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” มีสถานะเป็นหัวหน้าพรรค และต้องรับหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านฯ ดังนั้นแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ต้องเตรียมรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งมีข่าว “นายณัฐพงษ์” อาจจะขอลาออกจากหัวหน้าพรรค เพื่อไม่ให้มีปัญหากับพรรค และในส่วนของฝ่ายค้าน อีกทั้งพรรค ปชน.มีแนวคิดจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างพรรคครั้งใหญ่ ในช่วงเดือน มี.ค.อยู่แล้ว ภายหลังพ่ายศึกเลือกตั้ง โดย “นายศรายุทธิ์ ใจหลัก” เลขาธิการพรรค ปชน. จะลาออกจากเลขาธิการพรรค เพื่อรับผิดชอบผลการเลือกตั้ง จึงต้องรับไม้ต่อในฐานะผู้นำพรรค โดยมีแคนดิเดต 2 คนคือ “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” โฆษกพรรค ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันด้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) และนโยบายด้านการศึกษาของพรรค ส่วนอีกคนหนึ่งคือ “อาจารย์ต้น” นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ผู้อยู่เบื้องหลังการร่างนโยบายของพรรค ซึ่งดูเงื่อนไขในการทำงานในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน พรรค ปชน.ต้องเร่งปรับองคาพยพเพื่อทำให้กระบวนการตรวจสอบมีประสิทธิภาพโดยเร็ว

ทั้งนี้ มีรายงานว่าพรรค ปชน. จะส่งบุคคลเสนอชื่อชิงตำแหน่งประธานสภา และอาจชิงตำแหน่งรองประธานสภาด้วย โดยในวันที่ 13 มี.ค.นี้ พรรค ปชน.ประชุม สส.พรรคเพื่อเคาะชื่อบุคคลที่จะส่งเข้าชิงตำแหน่งประธานสภา ซึ่งอาจเป็นไปได้ที่ว่าพรรคส้มต้องการเช็กเสียงของพรรคฝ่ายค้านว่ามีจำนวนเท่าใด โดยเฉพาะท่าทีของพรรคกล้าธรรม (กธ.) ซึ่งมีแนวโน้มต้องมาทำงานร่วมกัน ในบทบาทของฝ่ายตรวจสอบ

ส่วนความเคลื่อนไหวพรรคเพื่อไทย (พท.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวพรรค พท. นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ เดินทางถึงที่ทำการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) หารือกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการทํางานร่วมกัน ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล พร้อมทั้งส่งรายชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง รองประธานสภา คนที่ 2 ในโควตาพรรค พท. โดยที่ประชุมพรรค พท.มีมติเห็นชอบให้ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย ดำรงตำแหน่งรองประธานสภา คนที่ 2 ทั้งนี้ นายเลิศศักดิ์ ได้รับการเลือกตั้งให้เป็น สส.สมัยที่ 3 แล้ว สำหรับรายชื่อ รมช. ในสัดส่วนของพรรค พท. 3 ตำแหน่งที่เหลือ อยู่ในระหว่างการพิจารณาให้กับ สส. เขต โดยมาจากสัดส่วนของภาคอีสาน 1 คน ภาคกลาง 1 คน และภาคเหนือ 1 คน โดยสัดส่วนภาคอีสานเบื้องต้นคาดว่า เป็นนายพัฒนา สัพโส สส.สกลนคร จะได้ดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ ซึ่งถือเป็นบ้านใหญ่สกลนคร มี สส.ถึง 2 คน และมีภรรยาเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.)

ก่อนหน้านั้นมีกระแสข่าวพรรค พท.จัดสรรโควตา 5 เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการลงตัว โดยไม่มีโควตา สส.เขตภาคเหนือได้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ โดยตำแหน่งที่พรรค พท.ได้รับประกอบด้วย รมว.เกษตรฯ รมว.การอุดมศึกษาฯ รมว.ศึกษาธิการ รมว.การพัฒนาสังคมฯ และ รมว.แรงงาน ล่าสุดได้เกิดกระแสความไม่พอใจเป็นอย่างมากกับกลุ่ม สส.ภาคเหนือ ภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลางตอนบน ที่หารือกันและเห็นว่า การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรคครั้งนี้ ไม่ได้ยึดโยงกับ สส. การตัดสินใจเกิดจากผู้ใหญ่ในพรรคเพียงไม่กี่คน โดยเฉพาะการที่ตัวแทน สส.นครราชสีมา จะได้เป็นรัฐมนตรี 2 คน ทั้งที่ตัวแทน สส.ภาคเหนือ ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน ควรได้รับการจัดสรรโควตารัฐมนตรีอย่างน้อย 1 ตำแหน่ง เพราะเป็นพื้นที่ที่ได้ สส.จำนวนหนึ่ง การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรคอยู่ในภาวะที่ต้องทวงคะแนนนิยมกลับคืนมา จึงควรให้ความสำคัญกับสส.เขตภาคเหนือ มีตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร โดยในการประชุมพรรค พท. จะมีการเรียกร้องให้ทบทวนการจัดสรรโควตารัฐมนตรี

โดย สส.บางคนถึงขั้นที่ระบุว่า “ขอเรียกร้องให้เห็นหัวกันบ้าง ไม่ใช่มีแต่คนใกล้ชิด ทั้งที่ไม่ได้มีผลงานอะไร ควรคัดสรรจากคนที่ทำงานได้ มีประสบการณ์ดูแลและสามารถทำงานร่วมกับสส.ของพรรคได้ด้วย ไม่ใช่อยากเสนอใครก็ทำตามใจชอบ ควรถาม สส.บ้าง ควรมีวิธีที่มีความเป็นธรรมที่มากกว่านี้ อย่าทำอะไรแบบลักลั่น มัดมือชก สส. เลย ขณะนี้เหมือนการโยนหินถามทางเพื่อเอาประโยชน์ ก็สุดจะกล้ำกลืน”

ด้าน “นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค พท. ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เมื่อวันที่ 12 มี.ค.ว่า เพื่อมอบหมายให้มีการดำเนินการคัดสรรตัวบุคคลไปดำรงตำแหน่งทางการเมือง และต้องไปหารือกับพรรคแกนนำหลักอีกครั้ง เมื่อถามย้ำว่า เฉพาะตำแหน่งรองประธานสภา หรือรวมตำแหน่งรัฐมนตรี 8 คนที่พรรค พท.ได้โควตามาด้วย นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ได้ยืนยันจำนวน และตำแหน่ง แต่ต้องมีการพูดคุยกัน ซึ่งตอนนี้เป็นการทำตามขั้นตอนของพรรค เพื่อมอบหมายให้คณะกรรมการบริหาร ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ สุดท้ายตำแหน่งใดก็ตามมีแค่ 1 คน หากถึงเวลาแล้วไม่ได้ ก็จะเสียหายกับบุคลากรท่านนั้น แต่จริงๆ แล้วบุคลากรของพรรคมีความพร้อม มีศักยภาพที่จะดำรงตำแหน่งได้หลายคน  

คงต้องรอดูการจัดสรรตำแหน่งทางการเมืองของพรรค พท. จะทำให้บรรดาสมาชิกพรรคพอใจหรือไม่ เพราะอาจส่งผลทำให้การเลือกตั้งครั้งหน้า อาจมีสมาชิกพรรคย้ายไปอยู่บ้านใหม่ ที่มีโอกาสในการเป็นแกนนำรัฐบาล

แต่ข่าวใหญ่ที่สุด หนีไม่พ้นความคืบหน้าคดีฮั้ว สว. ระบุว่า หลังกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 เป็นคณะทำงานร่วมกันระหว่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยมี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.เป็นประธาน และสรุปสำนวน กล่าวหาว่ากระทำความผิด จำนวน 229 ราย ประกอบด้วย สว.ชุดปัจจุบัน 138 ราย กรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคการเมือง สส. สมาชิกพรรคการเมือง และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง อีกจำนวน 91 ราย แต่ต่อมา กกต.โดยนายอิทธิพร บุญประคอง อดีตประธาน กกต. ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 โดยลงนามเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 ซึ่งมี ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อดีตรองอธิบดีดีเอสไอ เป็นประธาน คณะกรรมการประกอบด้วย นายอนุชา จันทร์สุริยา ที่ปรึกษา กกต. นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก นายนันทศักดิ์ พูลสุข อดีตอธิบดีอัยการสำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร นายเชาวนะ ไตรมาศ อดีตเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อดีตอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และนายธัชสกล พรหมจมาศ อดีตที่ปรึกษา กกต.

โดยให้มีอำนาจพิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือก สว. สำนวนส่วนกลางที่ 87 หรือคดีฮั้ว สว.นั่นเอง ล่าสุดมีรายงานว่าอนุกรรมการคณะที่ 36 ได้ประชุมพิจารณา มีมติ 5 : 2 เห็นค้านกับคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ระบุว่าทั้ง 229 คน ไม่มีมูลความผิด โดยเสียงข้างน้อย 2 เสียง เห็นว่า ควรชี้มูล 134 คน ในกลุ่ม สว.ปัจจุบัน 138 คน ซึ่งอยู่ในขั้นตอนทำความเห็นเสนอมติต่อ กกต.ชุดใหญ่ 7 คน

ถ้า กกต.เห็นด้วยกับคณะอนุกรรมการฯ นั่นหมายความว่า ทั้งแกนนำพรรค ภท. และ สว. 138 คน จะหลุดพันธนาการในคดีฮั้ว สว.ทันที ซึ่งก่อนหน้านั้นมีข่าวว่า พรรคฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ บุคคลที่มีชื่อในสำนวนฮั้ว สว. ที่ได้เป็นรัฐมนตรี และยื่นร้องให้ตรวจสอบจริยธรรม

“ทีมข่าวการเมือง”