นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทลคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ซีอาร์ซี เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนใช้เงินลงทุน 16,000-18,000 ล้านบาท สำหรับขยายสาขาทั้งในไทยและเวียดนาม รวม 22-26 สาขา ควบคู่กับการปรับปรุงสาขาเดิม 7 สาขา ซึ่งเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ โดยวางแผนขยายสาขาใหม่ของท็อปส์ 8-10 สาขา, โก โฮเซลล์ 2 สาขา และไทวัสดุ 3-5 สาขา ส่วนในประเทศเวียดนาม มีแผนขยายสาขาศูนย์การค้า โก! 2 สาขา, ไฮเปอร์มาร์เก็ต โก! 1 สาขา และซูเปอร์มาร์เก็ต มินิ โก! 6 สาขา พร้อมทั้งมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจในตลาดอาเซียนอื่น ๆ อย่างรอบคอบ ตั้งเป้าหมายรายได้รวมในปี69 นี้ เติบโต4-5%
ขณะเดียวกันจะดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ การขับเคลื่อนนวัตกรรมให้เกิดผลจริง เพื่อยกระดับศักยภาพองค์กรสู่การเติบโตครั้งใหม่ ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ อัพเกรดประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบไร้รอยต่อ โดยตต่อยอดความสำเร็จของแพลตฟอร์มออมนิแชแนลของเซ็นทรัล รีเทล ที่มียอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ,อัพเกรดแบรนด์และสินค้าให้ทันสมัย อาทิ การพัฒนาสินค้า ที่วางจำหน่ายในไฮเปอร์มาร์เก็ต โก! ประเทศเวียดนาม เน้นกลุ่มเบเกอรี่ อาหารพร้อมทาน สินค้าเกี่ยวกับ บ้าน ส่วนประเทศไทย เน้นเพิ่มความหลากหลายของแบรนด์สินค้าแฟชั่น พร้อมเร่งเครื่องขยายสินค้าไลฟ์สไตล์ความงาม ปรับรูปแบบสาขาและราคาสินค้าให้เข้าถึงง่ายขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่

นอกจากนี้ จะอัพเกรดประสิทธิภาพการบริหารงานและขยายขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย โดยยกระดับการดำเนินงานในหลายมิติ อาทิ การนำเอไอมาใช้เสริมศักยภาพในการบริหารลูกค้า, การทำการตลาด รวมถึงการบริหารจัดการหน้าร้าน และเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้าจากทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้เป็นหนึ่งเดียว รวมทั้งยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านระบบ ทั้งการบริหารจัดการสต๊อกและการจัดส่งสินค้าแบบครบวงจร
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางนั้น ปัจจุบันบริษัทยังไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจ เนื่องจากยังไม่มีสัญญาณการปรับขึ้นราคาจากซัพพลายเออร์ ราคาค่าไฟยังไม่ปรับขึ้นและราคาน้ำมันยังมีการควบคุมอยู่ และในช่วงที่ผ่านมาบริษัทตรียมแผนรองรับระยะยาวผ่านการติดตั้งโซลาร์เซลล์และสถานนีชาร์จ อีวี ซึ่งช่วยลดผลกระทบได้ และคาดการณ์ว่าหากราคาพลังงานปรับตัวขึ้น อาจส่งผลกระทบราว 1% ของกำไรเท่านั้น และหากมีการบริหารจัดการพลังงานได้ดีก็จะลดผลกระทบได้อีก ส่วนผลกระทบต่อสินค้าที่นำมาจำหน่ายขาดแคลนนั้น บริษัทยืนยันว่าปัจจุบันมีสต็อกสำหรับสินค้าหมุนเร็วเพียงพออย่างน้อย 30 วัน และสินค้าที่สามารถเก็บยาวถึง 6 เดือน



