ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ มีคำสั่งให้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ นำโดยกระทรวงการคลังสหรัฐ จัดทำแนวทาง “ยุติความสัมพันธ์ทางการค้า” กับสเปน รวมถึงพิจารณาจำกัดการเดินทางระหว่างสองประเทศ ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องการใช้จ่ายด้านกลาโหม มีการวิเคราะห์ถึงอำนาจตามกฎหมายและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากสหรัฐดำเนินมาตรการดังกล่าวจริง
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการค้าระหว่างประเทศระบุว่า ทรัมป์อาจใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ (ไออีอีพีเอ) ฉบับปี 2520 เพื่อกำหนดมาตรการคว่ำบาตรหรือห้ามค้าขายกับสเปน แม้ศาลฎีกาสหรัฐจะเคยมีคำวินิจฉัยจำกัดการใช้กฎหมายฉบับนี้กับการขึ้นภาษีนำเข้าก็ตาม
อย่างไรก็ตาม หากทรัมป์ต้องการประกาศใช้ไออีอีพีเออีกครั้ง ต้องอาศัยการประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ โดยรัฐบาลต้องพิสูจน์ว่ามี “ภัยคุกคามที่ผิดปกติหรือร้ายแรง” ต่อความมั่นคง นโยบายต่างประเทศ หรือเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งนักกฎหมายบางส่วนมองว่า เป็นเรื่องยากที่จะอ้างว่า การที่สเปนใช้งบประมาณด้านกลาโหมต่ำกว่าเป้าหมายขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) จะเข้าข่ายเป็นภัยคุกคามดังกล่าว
ข้อมูลอย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐระบุว่า มูลค่าการค้าสินค้าระหว่างสหรัฐกับสเปนอยู่ที่ 47,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.59 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2568 และหากรวมภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยว จะเพิ่มเป็น 74,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.47 ล้านล้านบาท) ทำให้สเปนเป็นคู่ค้าอันดับ 23 ของสหรัฐ
สหรัฐส่งออกสินค้าไปยังสเปนคิดเป็นมูลค่า 26,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 885,460.37 ล้านบาท) มากกว่าการนำเข้าจากสเปนซึ่งมีมูลค่า 21,350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 710,698.46 ล้านบาท) ส่งผลให้สหรัฐเกินดุลการค้ากับสเปนราว 5,250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 174,761.92 ล้านบาท)
สินค้าสำคัญที่สหรัฐนำเข้าจากสเปน ได้แก่ เวชภัณฑ์ หม้อแปลงไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เซรามิก และน้ำมันมะกอก ส่วนสินค้าส่งออกหลักของสหรัฐ ได้แก่ เวชภัณฑ์ น้ำมันดิบ เครื่องบินพลเรือน และข้าวโพด
นอกจากการค้าแล้ว มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐต่อสเปนยังอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนระหว่างสองประเทศ โดยบริษัทสเปนลงทุนในสหรัฐรวม 97,200 ล้านยูโร (ราว 3.7 ล้านล้านบาท) ขณะที่สหรัฐลงทุนในสเปนมากกว่า 116,000 ล้านยูโร (ราว 4.41 ล้านล้านบาท) และสร้างการจ้างงานราว 200,000 ตำแหน่ง
ในด้านการเดินทาง ยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลทรัมป์จะจำกัดการเดินทางของชาวสเปนเข้าสหรัฐหรือไม่ แม้รัฐบาลสหรัฐเคยสั่งห้ามพลเมืองจากหลายประเทศเดินทางเข้าสหรัฐด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ขณะเดียวกัน ยังไม่มีการระบุว่าจะจำกัดการเดินทางของชาวอเมริกันไปยังสเปนหรือไม่
สถิติของสเปนระบุว่า ในปี 2568 มีชาวอเมริกันเดินทางเยือนสเปนมากกว่า 4.45 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.3% จากปีก่อน และนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันเป็นกลุ่มที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับ 4 เนื่องจากมีแนวโน้มพำนักนานและใช้จ่ายต่อทริปมากกว่านักท่องเที่ยวจากหลายประเทศ
หากไม่ใช้มาตรการคว่ำบาตรเต็มรูปแบบ รัฐบาลทรัมป์ยังมีทางเลือกอื่น เช่น จำกัดการนำเข้าสินค้าบางประเภท ใช้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 2517 หรือมาตรา 232 ของกฎหมายขยายการค้าปี 2505 เพื่อขึ้นภาษีสินค้าที่เห็นว่ามีผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึงการเปิดการไต่สวนการทุ่มตลาดและการอุดหนุนสินค้าจากสเปน
อย่างไรก็ตาม การดำเนินมาตรการต่อสเปนมีความซับซ้อน เนื่องจากนโยบายการค้าของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) อยู่ภายใต้การกำหนดร่วมของอียู ไม่ใช่รัฐบาลแต่ละประเทศ แม้ที่ผ่านมา สหรัฐเคยขู่ใช้มาตรการทางภาษีกับประเทศสมาชิกอียูบางประเทศเป็นรายประเทศก็ตาม
ทั้งนี้ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับสเปนเริ่มปะทุขึ้นตั้งแต่ปี 2568 หลังทรัมป์ขู่ใช้มาตรการทางการค้าต่อสเปน เนื่องจากรัฐบาลมาดริดไม่ยอมให้คำมั่นว่าจะเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ตามเป้าหมายของนาโต ก่อนที่ในเดือน มี.ค. ปีนี้ ทรัมป์จะสั่งให้เริ่มศึกษามาตรการคว่ำบาตรสินค้าจากสเปนทั้งหมด แม้จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประกาศการสอบสวนอย่างเป็นทางการ.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



