เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเกิดไฟป่าเผาไหม้บนภูเขานกยูง หมู่ 3 บ้านหนองยาง และหมู่ 10 บ้านพรหมประกาศิต ต.พญาเย็น อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค. 69 เป็นต้นมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ลุกลามเป็นบริเวณกว้างอย่างรวดเร็ว ขึ้นไปบนยอดเขาสูง ริมถนนผ่านศึก กลางดง–เขาใหญ่ สร้างความเสียหายต่อธรรมชาติผืนป่าและสัตว์ป่า อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มลพิษทางอากาศ และฝุ่นละออง PM 2.5

ทั้งนี้ นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ได้มอบหมายให้ นายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เดินทางลงพื้นที่บริเวณเกิดไฟป่า เพื่อติดตามสถานการณ์และสั่งการแก้ไขปัญหา พร้อมด้วย นายกฤษณธร เลิศสำโรง นายอำเภอปากช่อง, นายสิริวัฒก์ ภัทรวิเศษพันธ์ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานป้องกัน, นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่, นางสาวอเทพตยา หาญคำจันทร์ หัวหน้าควบคุมไฟป่าเขาใหญ่, นางสาวอัญชลี ศรีจันทึก หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครราชสีมา (สาขาปากช่อง), นายมานพ รุ่งโรจน์ กำนันตำบลพญาเย็น และนายอร่าม มั่นชาวนา หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่านครราชสีมา (นม.1) รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่น ร่วมประชุมวางแผนการป้องกัน ณ ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจควบคุมไฟป่า วัดนิเทศธรรมรสาราม หมู่ 13 ต.พญาเย็น อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

นายกฤษณธร เลิศสำโรง นายอำเภอปากช่อง ในฐานะผู้อำนวยการดับไฟป่าเขานกยูง กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุไฟป่าโหมไหม้บริเวณเขานกยูง หมู่ 13 บ้านพญาเย็น ต.พญาเย็น อ.ปากช่อง ตั้งแต่เช้าวันที่ 10 มี.ค. ที่ผ่านมา รวมระยะเวลากว่า 3 วัน 3 คืน ได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนเข้าควบคุมสถานการณ์ รวมทั้งเฮลิคอปเตอร์จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย บินโปรยน้ำดับไฟบริเวณยอดเขาสูง ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่หน่วยควบคุมไฟป่าเขาใหญ่ ชุดดับไฟป่าหน่วยป้องกันรักษาป่านครราชสีมา (นม.1) ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เทศบาล อบต. และทหารจากมณฑลทหารบกที่ 21 นครราชสีมา ได้ร่วมกันเดินเท้าขึ้นไปทำแนวกันไฟรอบพื้นที่เป็นระยะทางกว่า 500 เมตร ทั้งกลางวันและกลางคืน

จนสามารถควบคุมเพลิงไม่ให้ขยายวงกว้างออกไป และล่าสุดสามารถดับไฟได้แล้ว โดยเจ้าหน้าที่ได้ใช้โดรนบินตรวจสอบจุดความร้อน เพื่อดูว่ายังมีไฟหลงเหลืออยู่หรือไม่ เพื่อให้แน่ใจว่าไฟที่ไหม้ดับลงแล้ว เหลือเพียงตอไม้บางจุดที่ยังมีควันเท่านั้น เบื้องต้นพบว่าไฟป่าได้เผาผลาญทรัพยากรป่าไม้ สร้างความเสียหายเป็นพื้นที่กว่า 1,400 ไร่เศษ จึงได้ปิดศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจดับไฟป่า และให้เจ้าหน้าที่กลับที่ตั้ง พร้อมกำชับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เฝ้าระวังป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก

ด้าน นายอร่าม มั่นชาวนา หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่านครราชสีมา (นม.1) กล่าวว่า การเกิดไฟป่าครั้งนี้เชื่อว่ามีคนลักลอบเผาเพื่อเก็บของป่าหรือมีเจตนาอื่น ซึ่งการเผาป่าในพื้นที่ป่าถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 และมาตรา 74 รวมทั้งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 (และแก้ไขเพิ่มเติม) มาตรา 14 ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือ 4 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 บาท ถึง 2,000,000 บาท โดยจะเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.กลางดง เพื่อสืบสวนหาผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป