จากกรณีมีรายงานข่าวจาก กกต. ว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติ 5:2 ให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ประกอบด้วย สว.ชุดปัจจุบัน 138 ราย กรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. สมาชิกพรรค และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอีกจำนวน 91 ราย ไม่มีมูลความผิดในคดีฮั้ว สว. ส่วนอีก 2 มติ เห็นควรให้ชี้มูล 134 รายในกลุ่ม สว.ปัจจุบัน 138 ราย ซึ่งอยู่ในขั้นตอนทำความเห็นเสนอมติต่อคณะกรรมการ กกต.ชุดใหญ่
รายงานภายในดีเอสไอระบุว่า พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ เตรียมเชิญพนักงานอัยการประชุมในสัปดาห์หน้า เพื่อหารือเรื่องที่ดีเอสไอจะต้องประสานขอรายละเอียดเอกสาร จากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มาพิจารณาประกอบในคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ว่าเห็นควรชี้มูลหรือไม่ชี้มูลวินิจฉัยด้วยเหตุผลใด เพื่อดีเอสไอกับอัยการจะได้พิจารณาร่วมกัน
กรณีที่พนักงานอัยการคดีพิเศษได้ตีกลับสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. มายังดีเอสไอและอัยการสำนักงานการสอบสวน โดยกำหนดให้ไปรวบรวมข้อมูลของคน 7 กลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเป็นคณะบุคคล แบ่งหน้าที่กันทำนั้น ล่าสุดได้ดำเนินการประสานเรื่องเส้นทางการเงินจากสถาบันการเงินของคน 7 กลุ่ม ในประเด็นเส้นทางการเงินของเครือข่ายสายภาคอีสานและเครือข่ายสายภาคใต้ ที่พบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงระหว่างคณะบุคคลในจังหวัดอำนาจเจริญกับจังหวัดสุราษฎร์ธานีในช่วงการเลือก สว.67 หากมีความชัดเจน จะเรียกผู้ต้องหารับทราบข้อหา
อนึ่ง สมาชิกคณะบุคคลผู้ร่วมกระทำความผิด จำนวน 7 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่มบุคคลผู้มีอำนาจตัดสินใจ 2.กลุ่มบุคคลผู้วางแผนการกระทำความผิดและจัดวางระบบปฏิบัติการโปรแกรมออฟไลน์ 3.กลุ่มกรรมการบริหารของคณะบุคคล 4.กลุ่มผู้ปฏิบัติจัดหาผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา 5.กลุ่มผู้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีการกำหนดชื่อและหมายเลขในโพย จำนวน 141 ราย 6.กลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาประเภทโหวตเตอร์ และ 7.กลุ่มติวเตอร์ผู้ทำโพย

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสข่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติยกคำร้องกล่าวหา “อดีตรมต.โอ๋” ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กรณีจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กล่าวหาการถือครองหุ้นแทนใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ มีมติยกคำร้องไปเมื่อเดือน ก.ย. 2568 อย่างไรก็ดี ขณะนั้นตนยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ป.ป.ช. จึงยังไม่ทราบมติรายละเอียดว่า เป็นสำนวนเดียวกัน หรือเป็นข้อเท็จจริงเดียวกับกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต้องรอตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 17 ม.ค. 2567 มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 เสียง ชี้ว่า นายศักดิ์สยาม และนายศุภวัฒน์ เกษมสุข (ผู้ถือหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ) ตกลงนำเงินของนายศักดิ์สยามซื้อกองทุนต่างๆ ในชื่อนายศุภวัฒน์ แล้วขายกองทุนดังกล่าวชำระค่าหุ้นแก่นายศักดิ์สยาม เช่นนี้ เงิน 119.5 ล้านบาทยังเป็นของนายศักดิ์สยาม เขาจึงยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมีนายศุภวัฒน์ ครอบครองหุ้นของ หจก.บุรีเจริญฯ และดูแล หจก.บุรีเจริญฯ แทนนายศักดิ์สยามมาโดยตลอด เข้าลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี

ที่พรรคประชาชน (ปชน.) มีการจัดประชุม “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กล่าวว่า เรื่องการฮั้ว สว. พรรคมี “หมอเก่ง” นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรค ปชน. ตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ซึ่งตอนนี้มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการเลือก สว.ที่ผ่านมา และพรรคเตรียมการที่จะดำเนินการต่อไป
ส่วนกรณีพรรค ปชน. ตรวจพบความพยายามจากบุคคลภายนอกในการเข้าถึงข้อมูลในระบบฐานข้อมูลสมาชิกของพรรคโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องขออภัยสมาชิกพรรคทุกคน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 มี.ค. เราได้ตรวจพบว่ามีบุคคลที่ไม่หวังดี อาจจะนำข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกพรรคไปใช้ในทางที่ไม่ชอบ พรรคจำเป็นต้องแจ้งเตือนสมาชิกพรรคตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แต่ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ได้พบเป็นที่ประจักษ์ว่าถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ชอบ
พวกเราทราบดีว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งคือการรัดกุมไม่เพียงพอในระบบฐานข้อมูลของพรรค ที่ผ่านมาอาจจะเกิดขึ้นในระหว่างช่วงรอยต่อ ที่มีการยุบพรรคก้าวไกลมาเป็นพรรค ปชน. ช่องโหว่ตรงนี้อาจมีคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบเป็นคนชี้ช่องหรือไม่ เรากำลังตรวจสอบอยู่
“เราพร้อมที่จะดำเนินการทุกอย่างเพื่อคุ้มครองข้อมูลทุกคนให้ปลอดภัย แต่ตอนนี้มีข้อมูลของสมาชิกบางส่วนไปอยู่ในมือของผู้ที่ไม่หวังดี สิ่งที่พอทำได้ ถ้าสมาชิกอยากได้ความสบายใจอาจไปขอทำบัตรประชาชนใหม่ เพราะข้อมูลที่หลุดไปบางส่วน จะเป็นข้อมูลหน้าบัตรประชาชนด้วย”
สำหรับการทำงานฝ่ายค้านนั้น หัวหน้าเท้งจะเก็บข้อมูลเรื่อยๆ ตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรีใน ครม. ชุดใหม่ พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ ไทม์ไลน์ที่เหมาะสมในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นช่วงไหน แต่ยังไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียด ขอให้ภายในพรรคคุยกันให้เกิดความชัดเจนแล้วจะสื่อสารอีกครั้งหนึ่ง

ต่อมา ภายหลังการประชุม “ลิซ่า” ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรค ปชน. กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติส่งรายชื่อชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร แต่ยังไม่ได้ชื่อ และส่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในการโหวตเลือกนายกฯ เรายืนยันการเป็นพรรคฝ่ายค้านอันดับหนึ่ง แต่ก่อนการลงมติจะมีการแสดงวิสัยทัศน์ เป็นการเปรียบเทียบให้ประชาชนเห็นว่า สิ่งที่ควรจะได้จากตำแหน่งที่สำคัญควรจะเป็นอย่างไร
ที่มีเสียงวิจารณ์ฝ่ายค้านไม่เป็นเอกภาพจะส่งผลต่อการตรวจสอบรัฐบาล ในส่วนของพรรค ปชน. จะตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นเหมือนที่ผ่านมา ที่ว่าฝ่ายค้านจะไม่เข้มแข็ง อยากให้ทุกคนได้เห็นบทบาทการทำงานของพรรค ปชน.เสียก่อน สำหรับมติของพรรค จะมีวิปฝ่ายค้านดำเนินการแจ้งฝ่ายต่างๆ ต่อไป ส่วนชื่อประธานวิปฝ่ายค้านขณะนี้ จะต้องรอให้มีการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านเสียก่อน
การส่งชื่อเท้ง ณัฐพงษ์ ชิงนายกฯ ไม่ได้มีผลชิงเสียงงูเห่าเพื่อพลิกมาตั้งรัฐบาล แต่เพื่อให้มีคู่แข่งและให้แคนดิเดตต้องแสดงวิสัยทัศน์ ซึ่งคิดว่า เป็นสิ่งที่หลายคนก็อยากฟังว่า “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล จะนำพาประเทศชาติอย่างไร มีภาพอนาคตของไทยอย่างไร.
“ทีมข่าวการเมือง”



