สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 14 มี.ค. ว่า แม้ปฏิบัติการทางอากาศของสหรัฐและอิสราเอลจะสามารถสร้างความเสียหายและความสูญเสียอย่างหนักให้กับอิหร่าน แต่นั่นกลับไม่ได้ทำให้รัฐบาลเตหะรานล่มสลาย ในทางกลับกัน อิหร่านสามารถใช้จุดยุทธศาสตร์อย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” เป็นตัวประกัน บีบให้เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญกับวิกฤติที่ยากจะควบคุม และเพิ่มแรงกดดันกลับไปยังสหรัฐกับอิสราเอล


หลังการเสียชีวิตของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา อิหร่านแต่งตั้งผู้นำสูงสุดคนใหม่ คือ อยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายคนรอง และโครงสร้างอำนาจแบบกระจายศูนย์ ที่พัฒนามาตั้งแต่ปี 2548 ช่วยให้กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (ไออาร์จีซี) ยังคงคงตอบโต้ได้แม้สูญเสียแกนนำระดับสูงหลายคน


ยิ่งไปกว่านั้น อิหร่านศึกษาความพ่ายแพ้ของสหรัฐในอิรักและอัฟกานิสถานมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ “เด็ดหัว” ผู้นำในลักษณะนี้


ทั้งนี้ อิหร่านใช้ยุทธศาสตร์สามขั้นตอนคือ “อยู่รอด-ตอบโต้-ยืดเยื้อ” เพื่อให้จบสงครามในเงื่อนไขที่ตนได้เปรียบ แม้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อัมพาตทางทะเล” เพราะการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบ 1 ใน 5 ของโลก ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง และทั่วโลกต้องงัดมาตรการฉุกเฉินออกมารองรับสถานการณ์ แม้ทั่วโลกมีการระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกมาแล้วกว่า 400 ล้านบาร์เรล แต่ก็ยังไม่สามารถบรรเทาความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจได้


ขณะที่พันธมิตรของสหรัฐในอ่าวอาหรับที่เคยชูจุดขายเรื่องความเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ กลับต้องเผชิญกับการโจมตีของท่าเรือ และเขตเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น และทำให้นักลงทุนต่างชาติทยอยถอนตัว


ส่วนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กำลังเผชิญกับ “ทางตัน” ความกดดันจากการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. นี้ ค่าครองชีพที่ยังคงสูงสั่นคลอนคะแนนนิยมของพรรครีพับลิกัน


ขณะเดียวกัน ขีปนาวุธราคาถูกของอิหร่านกำลังบีบให้สหรัฐต้องสิ้นเปลืองขีปนาวุธสกัดกั้นราคาแพงมหาศาล ทั้งระบบทาดและระบบแพทริออต


ยิ่งไปกว่านั้น หลายฝ่ายมองว่า ทรัมป์อาจ “ลำพองใจเกินไป” จากความสำเร็จในการเปลี่ยนตัวรัฐบาลเวเนซุเอลาเมื่อต้นปีนี้ จนประเมินศักยภาพการฟื้นตัวของระบอบปกครองในอิหร่านต่ำเกินไป


ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ไว้ 3 ทาง คือ อิหร่านกลายเป็น “รัฐซอมบี้” หรือ “รัฐไร้เสถียรภาพ” คือคุมความมั่นคงได้แต่บริหารเศรษฐกิจไม่ได้


หากทรัมป์ต้องการจบสงครามแบบเบ็ดเสร็จ อาจต้องตัดสินใจส่ง “กองกำลังภาคพื้นดิน” เข้าไป ซึ่งจะเป็นการทำให้สงครามยิ่งยืดเยื้อและนองเลือดกว่าเดิม จึงมีการวิเคราะห์เช่นกัน ว่าสหรัฐและอิสราเอลอาจหันไปสนับสนุนกลุ่มต่อต้านในอิหร่านให้ลุกฮือ และสร้างความวุ่นวายภายในประเทศแทน


ด้วยเหตุนี้ สงครามครั้งนี้กำลังทำให้ทุกฝ่ายต้องจับตาและศึกษาไปพร้อมกันว่า การมี “ชัยชนะทางยุทธวิธี” คือการสังหารผู้นำของประเทศหนึ่ง จะนำไปสู่ “ชัยชนะทางยุทธศาสตร์” ได้ด้วยหรือไม่.

เครดิตภาพ: GETTY IMAGES