เมื่อเวลา 09.20 น. วันที่ 15 มี.ค. 69 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อให้ สส. ได้กล่าวปฏิญาณตนก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่และเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
สำหรับบรรยากาศการประชุม ก่อนการประชุม สส.แต่ละพรรคเดินเข้าห้องประชุม ซึ่งเป็นไปด้วยความคึกคัก โดยพรรคภูมิใจไทยพร้อมใจกันใส่เสื้อโทนสีน้ำเงิน นำทีมโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค เดินเข้าห้องประชุมเคียงคู่มากับนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรของพรรคภูมิใจไทย พร้อมบรรดาแกนนำพรรค เดินเข้าห้องประชุมอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งจัดโซนให้นั่งพรรคร่วมรัฐบาล จะอยู่ฝั่งซ้ายห้องประชุม ขณะที่ฝ่ายค้านจะอยู่ฝั่งขวาของห้องประชุม

โดยพรรคภูมิใจไทย ได้นัดกันใส่เสื้อโทนสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีของพรรค นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้เดินนำ สส.เข้าสู่ห้องประชุม เคียงข้างมากับนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ แคนดิเดตประธานสภาของพรรคภูมิใจไทย ได้เดินทักทาย สส.ต่างพรรค โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เข้าไปจับมือด้วยความยินดี

ขณะที่พรรคเพื่อไทย 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้นั่งเคียงคู่กัน นำโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สส.บัญชีรายชื่อ โดยมี สส.พรรคเพื่อไทย เข้าไปถ่ายรูปเป็นระยะๆ
นอกจากนั้นแล้วยังพบว่านายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม. พรรคประชาชน ได้เดินเข้าไปจับมือและพูดคุยกับนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย แคนดิเดต รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ของพรรคเพื่อไทยด้วย


อย่างไรก็ตามในส่วนของพรรคกล้าธรรม ที่นั่งอยู่ด้านหน้าห้องประชุม ได้เดินเข้ามาพร้อมกัน โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ นำ สส.พรรค เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

จากนั้นเวลา 09.30 น. หลังจากที่พบว่ามีผู้ลงชื่อครบองค์ประชุมแล้ว นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวเชิญนายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สส.ที่อาวุโสสูงสุด วัย 89 ปี ขึ้นทำหน้าที่ประธานชั่วคราวของที่ประชุม จากนั้นได้ให้ สส.กล่าวปฏิญาณตนก่อนเข้าทำหน้าที่


จากนั้นนายไพโรจน์ ได้แจ้งต่อที่ประชุมให้รักษาข้อบังคับของที่ประชุม ก่อนที่จะเปิดให้เสนอชื่อบุคคลที่ดำรงตำแหน่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอชื่อ นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ขณะที่นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอชื่อนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ทำให้ต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์และการลงคะแนนลับ

โดยนายโสภณ กล่าววิสัยทัศน์ ตอนหนึ่งว่า 25 ปีที่ตนอยู่ในสภา และเห็นการทำงานหลากหลายรูปแบบ ทั้งนี้ตนหวังว่าสภาจะหลอมรวมประสบการณ์ในอดีต และความทันสมัย เพื่อทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด สำหรับอำนาจหน้าที่ของประธานสภา มี 3 ประการ คือ นำเรื่องราวทุกข์ร้อนของประชาชนมาบอกกล่าวเพื่อให้ฝ่ายรัฐบาลนำไปปฏิบัติเป็นรูปธรรม ตรวจสอบฝ่ายบริหาร ซึ่งตนอยากเห็นการตรวจสอบที่มีคุณภาพ สมดุล เป็นเหตุเป็นผลเพื่อประโยชน์ประชาชน และ การออกกฎหมายตรากฎหมาย โดยตนอยากเห็นสภาเป็นที่ออกกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายรัฐบาลนำไปปฏิบัติเพื่อฟันฝ่าวิกฤติ


“ปัจจุบันมีกฎหมายที่ล้าสมัยจำนวนมาก บังคับใช้ไม่ได้ ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ดังนั้นตนหวังว่านิติบัญญัติต้องสังคายนากฎหมายที่ล้าสมัย และอุปสรรค โดยต้องปรับปรุงยกเลิกโดยเร็วที่สุด และกฎหมายใหม่ที่นำเสนอเพื่อเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารทำงาน ต้องทันสมัยทันเหตุการณ์ และการพัฒนาการของประเทศและของโลก” นายโสภณ กล่าว
นายโสภณ กล่าวต่อว่า การเสนอกฎหมายแต่ละครั้งต้องใช้เวลา ทำให้บางสมัยประชุมไม่สามารถออกกฎหมายได้ โดยตนไม่พึงปรารถนาให้สภาใช้วาทกรรมเอาชนะคะคานโดยไม่ถึงผลที่จะได้รับ ซึ่งตนคิดว่าประชาชนต้องการเห็นการบัญญัติกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือให้รัฐบาล และเป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชน และเพื่อทำให้สภา สร้างความศรัทธา เพื่อเกียรติ ศักดิ์ศรีให้เป็นสภาที่สง่างาม และหากผมได้รับเลือก จะทำหน้าที่ประธานสภา โดยปวารณาตัวทำงานอย่างเที่ยงธรรม เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ประชาชน จรรโลงไว้ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


ขณะที่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่คาดหวังว่าจะได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะจากผลการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 พรรคประชาชนเคารพสิทธิของพรรคอันดับหนึ่งที่เดินหน้าแกนนำตั้งรัฐบาล ทั้งนี้พรรคประชาชน ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน มองว่ายังมีบทบาทที่จะเสนอแนะให้ว่าที่รัฐบาลรับไว้พิจารณา อย่างไรก็ดีตนมองว่าคนที่จะทำหน้าที่ประธานสภาคนต่อไปจะไม่วางตัวเป็นกลางใน 4 เรื่อง คือ 1.ไม่เป็นกลางระหว่างการหยุดอยู่กับที่หรือเดินไปข้างหน้า โดยอยากเห็นการใช้เทคโนโลยียกระดับการทำงาน โดยให้มีการถ่ายทอดสดการทำงานของการประชุมกรรมาธิการ (กมธ.) 2.ไม่เป็นกลางการปกปิดและความโปร่งใส ทั้งนี้ความโปร่งใสจะทำให้ประชาชนรับรู้ว่า สส.ทำงานคุ้มค่าภาษีประชาชนหรือไม่ โดยสภาต้องเผยแพร่แดชบอร์ดถึงการทำงานและลงมติ รวมถึงสนับสนุนถ่ายทอดสดการประชุม กมธ. 3.ไม่เป็นกลางกับเรื่องเผาผลาญและปกป้องภาษีประชาชน หวังว่าประธานสภาคนถัดไปจะลุกเป็นหัวหอกเสนอให้ตัดหรือปรับงบส่วนที่ไม่จำเป็นไม่ก่อประโยชน์ส่วนรวม แม้จะขัดกับความต้องการ สส. และ 4. ต้องไม่เป็นกลางระหว่างอำนาจของใครไม่กี่คนและอำนาจของประชาชน

“ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา ที่ทำหน้าที่กรรมการสรรหาองค์กรอิสระ ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้การทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ อิสระจากการแทรกแซงจากกลุ่มทางการเมือง แต่ไม่เป็นอิสระจากประชาชน ทั้งนี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนถัดไป มีบทบาทสำคัญรวมพลังทุกพรรค ตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมาและทำให้สังคมเชื่อมั่นและมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งถัดไปเสรี เป็นธรรม โปร่งใส และเดินหน้ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง รวดเร็ว เปิดกว้าง ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตามผลการออกเสียงประชามติและคำถามสำคัญคือ 4 ปีข้างหน้า สภาจะยืนอยู่ข้างใครระหว่างประชาชน กับกลุ่มอำนาจไม่กี่กลุ่มที่พยายามครอบงำผู้แทนราษฎร” นายพริษฐ์ กล่าว



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการลงมติมีข้อหารือต่อกรณีของการลงคะแนนลับผ่านการเขียนชื่อบุคคลที่ถูกเสนอชื่อลงในบัตรออกเสียง ซึ่งมีคำถามต่อการสะกดชื่อที่ไม่ถูกต้อง โดยตอนแรก นายไพโรจน์ วินิจฉัยว่าหากสะกดผิดแม้แต่ตัวเดียวถือว่าเป็นบัตรเสีย ทำให้ถูกทักท้วงว่าขอให้ยึดเจตนารมณ์ของผู้ออกเสียงแม้จะมีการสะกดชื่อผิด เช่น ตัวสะกด หรือ ใส่การันต์ และมีข้อเสนอให้เขียนหมายเลขแทนเขียนชื่อ จนในที่สุดนายไพโรจน์ได้วินิจฉัยสุดท้ายว่า หากสะกดชื่อผิดยังถือเป็นบัตรดี ทั้งนี้ขอให้เป็นดุลพินิจของกรรมการนับคะแนน ส่วนบุคคลที่ต้องการงดออกเสียงให้เขียนคำว่า งดออกเสียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการลงคะแนนลับ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ เสนอญัตติให้ที่ประชุมพิจารณาต่อการเปลี่ยนแปลงการออกเสียง จากเดิมที่กำหนดให้เขียนชื่อผู้สมัคร ไปเป็นเขียนหมายเลขแทน
ทั้งนี้พบว่าที่ประชุมได้ถกเถียงต่อประเด็นดังกล่าว โดยส่วนหนึ่งแสดงความเห็นคัดค้านและขอให้ใช้การเขียนชื่อเช่นเดิม



อย่างไรก็ตาม สส.ฝ่ายรัฐบาลลุกขึ้นสนับสนุนญัตติของนายรังสิมันต์ โดย ทั้งนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย และนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทยไม่ขัดข้องที่จะเปลี่ยนวิธีการลงคะแนน ทำให้นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ประธานชั่วคราวของที่ประชุมได้วินิจฉัยให้เปลี่ยนแปลง โดยหมายเลข 1 เป็นชื่อของนายโสภณ และหมายเลข 2 เป็นชื่อของนายพริษฐ์ ขณะที่การโหวตงดออกเสียง ให้เขียนคำว่า งดออกเสียง.






