จากสถานการณ์ความเดือดร้อนของประชาชนในหลายพื้นที่ หลังเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน โดยปั๊มน้ำมันจำนวนมากมีน้ำมันจำหน่ายไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้หลายแห่งต้องเปิดให้บริการเพียงครึ่งวันก่อนประกาศปิด เนื่องจากน้ำมันหมด

เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล วุฒิสมาชิก และกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เปิดเผยว่า ตามข้อเท็จจริงแล้ว ประเทศไทยไม่ควรเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันในช่วง 90 วันแรก เนื่องจากน้ำมันสำเร็จรูปและน้ำมันดิบของโรงกลั่นทั้ง 6 โรง มีการสำรองสต๊อกไว้ก่อนเกิดสถานการณ์สงครามแล้ว

นายไชยยงค์ ระบุว่า น้ำมันที่นำเข้ามาก่อนเกิดสงครามไม่ควรมีการปรับขึ้นราคา เนื่องจากต้นทุนไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว แต่รัฐบาลกลับปล่อยให้โรงกลั่นปรับราคาน้ำมันโดยอ้างภาวะสงคราม อีกทั้งยังมีการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยให้กับโรงกลั่น และบริษัทค้าน้ำมัน ในอัตรากว่า 17 บาทต่อลิตร

“การชดเชยดังกล่าวไม่มีเหตุผล เพราะน้ำมันที่กองทุนน้ำมันนำเงินไปชดเชยนั้น เป็นน้ำมันที่นำเข้ามาและเก็บไว้ในคลังก่อนเกิดสงครามอยู่แล้ว จึงเท่ากับว่ารัฐบาลนำเงินไปอุดหนุนให้โรงกลั่นมีกำไรเพิ่มขึ้น ขณะที่ประชาชนกำลังได้รับความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น เมื่อโรงกลั่นไม่ได้ขาดทุนและยังมีกำไรเพิ่มขึ้น ก็ไม่ควรเกิดภาวะน้ำมันขาดแคลน เว้นแต่จะมีการเก็บน้ำมันไว้เพื่อรอปรับราคาขึ้นในรอบใหม่” นายไชยยงค์ กล่าว

วุฒิสมาชิกยังกล่าวด้วยว่า บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ของไทย ซึ่งมักอ้างเรื่องธรรมาภิบาล ไม่ควรทอดทิ้งลูกค้าผู้ประกอบการที่ซื้อน้ำมันผ่านระบบจ็อบเบอร์ เพราะผู้ประกอบการเหล่านี้ก็เป็นลูกค้าที่สร้างรายได้ให้บริษัท ไม่ต่างจากประชาชนทั่วไปที่เข้าไปเติมน้ำมันในสถานีบริการ

ทั้งนี้ การขาดแคลนน้ำมันและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นในขณะนี้ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อราคาสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องพึ่งพาการขนส่ง เช่น ปุ๋ยเคมีที่นำเข้าจากต่างประเทศ รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคในตลาดทั่วไป

ขณะเดียวกัน อาหารทะเลหลายชนิดก็ปรับราคาสูงขึ้น เนื่องจากเรือประมงต้องแบกรับต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น และบางส่วนไม่สามารถออกเรือได้เพราะน้ำมันขาดแคลน นอกจากนี้ เนื้อหมูในตลาดสดยังมีการปรับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มวันละประมาณ 1 บาทต่อกิโลกรัม สร้างภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนมากยิ่งขึ้น.