จากกรณีที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ประกาศมาตรการเชิงรุกการควบคุมและกำกับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล (โทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์) ภายในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการ “Phone Off, Learning On โฟกัสการเรียนรู้ ฝากมือถือไว้กับครู” เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และป้องกันผลกระทบด้านสุขภาพและพฤติกรรมจากการใช้งานหน้าจอเกินความจำเป็น โดยเริ่มดำเนินการในปีการศึกษา 2569 นั้น

เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 69 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ในส่วนของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ผ่านมาหลายโรงเรียนก็มีการดำเนินการห้ามเด็กนักเรียนนำมือถือเข้าไปใช้ในชั้นเรียนมาบ้างแล้ว และ สพฐ.เองก็เปิดกว้างให้ผู้บริหาร และครูในสังกัดสามารถใช้ดุลพินิจได้เลยว่าเรื่องนี้แต่ละโรงเรียนจะดำเนินการอย่างไร แต่โดยส่วนตัวของตนก็คิดว่าในชั่วโมงเรียนเด็กก็ควรมีใจจดจ่ออยู่กับการเรียนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ไปจดจ่ออยู่กับเรื่องอื่น หรือวุ่นวายอยู่กับโทรศัพท์มือถือ อย่างไรก็ตามในในการประชุมผู้บริหาร สพฐ. ในวันที่ 17 มี.ค.นี้ ซึ่งมีทั้งรองเลขาธิการ กพฐ. ผู้เชี่ยวชาญ และผู้อำนวยการสำนักทุกสำนักเข้าร่วมประชุม ตนจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุยเพื่อระดมความคิดเห็นและรับฟังแนวคิดที่หลากหลาย ซึ่งจะมีแนวทางออกมาในทิศทางใดนั้นทาง สพฐ.จะได้มีการแจ้งให้สังคมได้รับทราบต่อไป

“ผมคิดว่าในชั้นเรียนเด็กก็ควรมีสมาธิกับการเรียน ไม่ใช่ไปจดจ่ออยู่กับมือถือ แม้แต่ครูเองก็ไม่ควรใช้มือถือเวลาสอน ก็ต้องจดจ่ออยู่กับการสอนเช่นกัน อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ให้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้บริหาร และครูในแต่ละโรงเรียน เพราะแต่ละแห่งก็จะมีบริบทที่แตกต่างกัน ถ้าจะไม่ให้เด็กใช้มือถือในชั้นเรียนคุณครูก็สามารถเก็บรวบรวมไว้ให้เด็ก พอพักเที่ยงหรือเลิกเรียนก็ค่อยคืนเด็กก็ได้ และในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนคุณครูก็สามารถอนุโลมให้เด็กใช้ได้เป็นรายกรณีก็ได้ ทั้งนี้ สพฐ.ไม่ได้มีการประกาศเป็นแนวทางที่ชัดเจนเรื่องนี้ออกไปเพราะคิดว่าที่ผ่านมาก็ให้ผู้บริหาร และครูเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสม แต่เพื่อให้เรื่องนี้เกิดความชัดเจนผมก็จะหารือที่ประชุม สพฐ. และผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว.