เมื่อวันที่ 16 มี.ค. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ฝ่ายต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรัฐออกมาพูดยืนยันน้ำมันมีเพียงพอต่อความต้องการ และเหลือเกือบร้อยวัน ว่า ปริมาณที่ทางรัฐพูดถึงน่าจะมาจากน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งด้วย เมื่อนับในสิ่งที่ยังมาไม่ถึงเรา เลยทำให้ปัจจุบันบนโลกแห่งความจริง เราพบที่ปั๊มน้ำมันโดยเฉพาะในต่างจังหวัดบางที่เริ่มน้ำมันหมดไม่มีให้เติม บางปั๊มจำกัดการเติมแค่ครั้งละ 500 บาท โดยการที่รัฐบาลออกมาบอกว่า น้ำมันไม่ขาดแคลน จึงดูย้อนแย้งกับความเป็นจริง ยิ่งไปกว่านั้นเราเห็นว่า บางวัดบอกว่าตอนนี้ไม่รับเผาศพ เพราะไม่มีน้ำมัน เป็นปัญหาหนักมาก ถ้าจำนวนศพสะสมไม่ได้ทำพิธีเผา จะมีปัญหาการจัดเก็บศพ ตนดูการแก้ปัญหาในส่วนนี้ จากบางคำพูดกับโลกแห่งความเป็นจริง ค่อนข้างขัดแย้งกันอยู่
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่า ปัญหานี้ ตอนนี้รัฐบาลเอาเงินจากกองทุนน้ำมันมาสนับสนุนหรืออุดหนุน ซึ่งเป็นการบิดเบือนราคาตลาด ทำให้ปัจจุบันน้ำมันที่ขาดแคลนที่หน้าปั๊ม เท่าที่ติดตามข่าวส่วนมาก มาจากรายใหญ่ บริษัทขนส่ง ธุรกิจด้านการเกษตร หรืออุตสาหกรรม ที่ปกติเขาไม่ได้ซื้อน้ำมันหน้าปั๊ม ต้องมาซื้อน้ำมันหน้าปั๊ม เพราะซื้อได้ถูกกว่า 14 บาท แทนที่จะไปซื้อที่โรงกลั่นที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ก็มาแย่งเติมกับประชาชนทั่วไปที่เติมรถสัญจรไปมา จึงบ่งบอกว่า การแก้ปัญหาโดยการพยุงราคาน้ำมันในลักษณะนี้ไม่ยั่งยืน เพราะการใช้เงินกองทุนน้ำมันมาสนับสนุน จะติดหนี้พอกพูนไปเรื่อยๆ มันไม่ใช่การยืมเปล่าๆ ทุกการยืมนั้นมีดอกเบี้ยที่ต้องเดินไปตามเวลา พูดง่ายๆ ประชาชนเอาเงินตัวเองในอนาคต บวกกับดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในอนาคตด้วย มาหลอกตัวเองในปัจจุบันว่าซื้อน้ำมันได้ในราคาถูกอยู่ นี่ก็เป็นสิ่งที่รัฐควรจะต้องมองว่า จะทำอย่างไรให้ยั่งยืนมากไปกว่าเอาเงินในกองทุนน้ำมันมาพยุงชั่วคราว
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ดังนั้น วิธีแก้ปัญหานอกจากการพยุงด้วยกองทุนน้ำมันที่ไม่ยั่งยืนนั้น เช่น การแก้ระยะสั้น รัฐควรสนับสนุนการเวิร์กฟรอมโฮมขององค์กรรัฐ หรือประชาสัมพันธ์ให้องค์กรเอกชนสนับสนุนให้เวิร์กฟรอมโฮมอย่างจริงจัง แม้จะสายไป 2 สัปดาห์ แต่ทว่าก็ยังดีกว่าไม่เริ่ม และควรมีมาตรการให้คนหันมาใช้การขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้น อาทิ ลดการเดินทางโดยใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ด้วยมาตรการ เช่น ลดค่ารถเมล์ ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งให้ขึ้นฟรี ตนคิดว่า น่าจะเป็นมาตรการระยะสั้นที่พอจะทำได้
นายชัยวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรการระยะสั้น เรื่องการทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมัน ว่า เมื่อค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากปัจจัยภายนอก เช่น สงคราม รัฐบาลควรกำหนดเพดานค่าการกลั่นสูงสุดที่ยอมรับได้ หากค่าการกลั่นเกินกว่านั้น ควรต้องมีมาตรการจัดการ อาทิ พิจารณาเก็บภาษีลาภลอย จากกำไรส่วนเกินที่โรงกลั่นได้รับโดยไม่ได้มาจากการปรับปรุงการผลิต (Unearned Profit) แล้วนำเงินภาษีนั้นมาลดภาระค่าพลังงานของประชาชน
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ส่วนการแก้ปัญหาระยะกลาง หรือระยะยาว การปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ทำอย่างไรให้เป็นโครงสร้างที่มีแรงจูงใจสะท้อนมากขึ้น คือปัจจุบัน น้ำมันในส่วนที่เราผลิตได้เองมันจะเป็นพวกไบโอต่าง ๆ ที่มาจากปาล์ม หรือการแปรรูปสินค้าทางการเกษตรเป็นเอทานอล โครงสร้างที่ผ่านมาคือตอนที่น้ำมันในตลาดโลกมันเริ่มถูก เติมเอทานอลลงไปเยอะ มันดันไปดึงให้ราคามันแพงขึ้น แต่ตอนนี้คือน้ำมันตลาดโลกเริ่มแพงแล้ว จะผลิตน้ำมันที่มาจากเอทานอลในประเทศไทย มันเติมเอทานอลอาจจะดึงราคาให้มันถูกลงมาได้ ดังนั้น จึงต้องมาทบทวนปรับเรื่องโครงสร้างราคาและการผลิตเอทานอลในประเทศ โดยทำอย่างไรให้ราคามันค่อนข้างมีเสถียรภาพ และมาใช้ในน้ำมันได้ โดยที่ไม่ต้องไปสร้างภาระกับกองทุนน้ำมัน และเรื่องการที่จะให้คนรู้จักว่า รถของตัวเองสามารถเติมน้ำมันจากไบโอดีเซล จากอี20 ได้มากขนาดไหน สร้างการรับรู้มากขึ้น ควรรีบทบทวน และรีบน้ำออกมาใช้จริงได้แล้ว เพราะสงครามเอาแน่เอานอนไม่ได้ ดูท่าทางไม่น่าจะจบเร็ว
นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า ที่น่าเป็นห่วงคือ พอราคาน้ำมันไม่ลดลง เดี๋ยวราคาค่าไฟก็จะตามมาอีก ราคาก๊าซก็จะเพิ่มด้วย ฉะนั้น ไม่ได้มีแค่ราคาน้ำมัน จึงเป็นโอกาสดีที่จะมาช่วยส่งเสริมเรื่องโซลาร์เซลล์ ภาคประชาชน อย่างที่พรรค ปชน. เคยมีนโยบายมาตลอด เรื่องที่ให้รัฐควรจะรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ ที่ติดอยู่บนหลังคาบ้านคนได้โดยที่ไม่ต้องขออนุญาต หรือทำอะไรให้มันยุ่งยาก ซึ่งตอนนี้มีการจำกัดการอนุญาต ทำให้ไม่สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนหันมาติดโซลาร์เซลล์มากเท่าไหร่ พอค่าไฟเริ่มแพง พอคนจะแห่มาติดตอนนี้ก็ไม่ทันการ
เมื่อถามถึงกรณีวันนี้ นายกฯ เรียกผู้เกี่ยวข้องถกเป็นการด่วน คาดหารือรับมือวิกฤติพลังงาน หลังครบกำหนดตรึงราคาน้ำมันดีเซล 15 วัน เบื้องต้นมีข้อแนะนำอะไรหรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า นอกจากน้ำมันแพงที่เห็นชัดแล้ว ยังมีอย่างอื่นที่จะแพงตามมา เช่น ไทยนำเข้ายูเรียจากประเทศโซนตะวันออกกลางที่ต้องผ่านช่องแคปฮอร์มุซค่อนข้างเยอะ พอขาดแคลนมันทำให้ราคาปุ๋ยแพง ซึ่งปุ๋ยเป็นต้นทุนขั้นพื้นฐานของทุกสรรพสิ่ง เดี๋ยวอาหารก็จะแพง ต้นทุนค่าครองชีพของประชาชนก็จะเพิ่มตาม การที่จะเข้าไปบรรเทาลดต้นทุนค่าครองชีพ ด้วยการเอาเงินภาษีในอนาคตเข้าไปอุดหนุน หรือไปต๊ะเอาไว้ก่อนชั่วคราวมันไม่ยั่งยืนอยู่แล้ว จึงต้องทบทวนวิธีที่ยั่งยืนกว่านี้ในการเอาเงินภาษีมาอุดชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นการกระจายความเสี่ยงของแหล่งนำเข้า การเจรจาหาแหล่งใหม่ ก็ต้องประเมิน และบรรเทาในแต่ละจุดว่า อะไรจะเริ่มแพงและกระทบประชาชน ให้มีทางออกที่ชัดเจน รวมถึงสื่อสารต่อประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ว่า สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีแนวโน้มจะปรับขึ้นบ้าง เพื่อให้ชาวบ้านเตรียมตัว.



