เนื่องในวันที่ 18 มีนาคม ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันรีไซเคิลโลก” (Global Recycling Day) โดยธีมรณรงค์ในปีนี้ให้ความสำคัญกับแนวคิดที่ว่า “อย่าคิดถึงขยะ ให้คิดถึงโอกาส!” เน้นย้ำการมองวัสดุรีไซเคิลเป็น “ทรัพยากรลำดับที่เจ็ด” รองจาก น้ำ อากาศ ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และแร่ธาตุ ซึ่งกระบวนการรีไซเคิลช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ดีกว่าการขุดทรัพยากรใหม่ หากจัดการได้ดีทั่วโลกจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 700 ล้านตันต่อปี

ในปี 2026 วันรีไซเคิลโลกตรงกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อสินค้าสำคัญอย่างน้ำมัน (คาดว่าจะขาดแคลนภายใน 3 เดือน และอาจมีการปรับราคาขึ้นหากสงครามยืดเยื้อ เนื่องจากประเทศไทยนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซถึง 20%) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงผลิตภัณฑ์พลาสติก เพราะเป็น ผลิตภัณฑ์พลอยได้ (By-product) จากน้ำมันเชื้อเพลิง ดังนั้นเมื่อเกิดภาวะขาดแคลนเม็ดพลาสติก จึงต้องให้ความสำคัญกับทรัพยากรที่รีไซเคิลได้อย่างพลาสติกมากขึ้น

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) และประธานโครงการ PPP Plastics ระบุว่า พลาสติกมีโอกาสราคาสูงขึ้นจากภาวะน้ำมันขาดแคลน เนื่องจากพลาสติกไม่ได้เป็นสินค้าควบคุมราคา แต่ขึ้นอยู่กับกลไกตลาด โดยในกระบวนการผลิตเม็ดพลาสติกจะใช้สัดส่วนของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติประมาณ 10%

หากเป็นพลาสติกที่สะอาด จะสามารถนำกลับไปรีไซเคิลเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงได้ ทั้งนี้ ประเทศไทยใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกประมาณ 4-5 ล้านตันต่อปี และเกิดเป็นขยะพลาสติกประมาณ 2.3 ล้านตันต่อปี แต่เรากลับนำขยะพลาสติกเหล่านั้นมารีไซเคิลได้เพียง 25% ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่ภาครัฐตั้งเป้าหมายไว้ที่ 30% มานานกว่า 5 ปี แต่ยังทำไม่สำเร็จ ส่งผลให้พลาสติกที่ไม่ได้เข้าระบบตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม หลุมฝังกลบ และกลายเป็นขยะทะเล
นอกจากนี้ กระบวนการรีไซเคิลพลาสติกยังกลายเป็นข้อตกลงทางการค้า โดยในปีนี้ สินค้าส่งออกของไทยประเภทบรรจุภัณฑ์เกษตรหรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ต้องมีสัดส่วนพลาสติกรีไซเคิลขั้นต่ำ 30% ขึ้นไป ประกอบกับปีนี้ประเทศไทยห้ามนำเข้าขยะพลาสติกอย่างเด็ดขาด เราจึงจำเป็นต้องรีไซเคิลพลาสติกที่ใช้ภายในประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ดร.วิจารย์ กล่าวเสริมว่า กรุงเทพมหานครกำลังแก้ปัญหานี้ผ่านโครงการ “ไม่เทรวม“ โดยบ้านที่แยกขยะจะจ่ายค่าธรรมเนียมถูกลงเหลือเดือนละ 20 บาท ส่วนบ้านที่ไม่แยกต้องเสีย 60 บาท ซึ่งเป็นมาตรการจูงใจที่ได้ผลตอบรับดี แต่ปัญหาหลักคือประชาชนยังขาดความตระหนักรู้และระบบการจัดเก็บยังไม่เอื้ออำนวยเท่าประเทศญี่ปุ่น เช่น การกำหนดวันทิ้งขยะเปียกและขยะรีไซเคิลที่ชัดเจน หากคัดแยกขวดน้ำพลาสติกอย่างเป็นระบบและไม่ปนเปื้อน จะสามารถนำกลับไปรีไซเคิลได้ 100%

สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในต่างจังหวัด ปัจจุบันมีท้องถิ่นที่รับผิดชอบจัดการขยะกว่า 2,200 แห่ง แต่จัดการอย่างถูกหลักวิทยาการเพียง 18% บ่อยครั้งจึงเกิดปัญหาไฟไหม้กองขยะในฤดูร้อนจากก๊าซมีเทนที่ทับถมกัน
ข้อเสนอแนะคืควรให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการโดยรัฐทำหน้าที่ควบคุม และกำหนดสัดส่วนการรีไซเคิลเพื่อสร้างกลไกดึงขยะกลับคืนสู่ระบบ รวมถึงการใช้กลไกสนับสนุนราคาขยะรีไซเคิลเพื่อให้เกิด แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม และผลักดันกฎหมาย Extended Producer Responsibility (EPR) เพื่อให้ผู้ผลิตร่วมรับผิดชอบบรรจุภัณฑ์
กฎหมาย EPR สำคัญต่อการรีไซเคิลอย่างไร?
- สถานะล่าสุด ร่างกฎหมาย EPR สำหรับบรรจุภัณฑ์ อยู่ระหว่างนำเสนอคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 2 คาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ได้ภายในปี 2571
- ขอบเขตครอบคลุม ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ทุกประเภทหลัก ได้แก่ พลาสติก แก้ว โลหะ กระดาษ และวัสดุผสม (Composite Packaging)
- บทบาทผู้ผลิต กำหนดให้ผู้ผลิตรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การออกแบบให้รีไซเคิลง่าย การรับคืน และการร่วมรับภาระค่าจัดการขยะ (End-of-Life Management)
- เป้าหมายหลักขับเคลื่อน Roadmap ขยะพลาสติกระยะที่ 2 (2566–2570) เพื่อลดพลาสติกสู่หลุมฝังกลบให้เหลือ 0 และนำพลาสติกเป้าหมายกลับเข้าสู่ระบบ 100% ภายในปี 2570
ผลกระทบเมื่อ EPR บังคับใช้เต็มรูปแบบ
- การคัดแยกที่ต้นทางจะเกิดขึ้นจริง ผู้ผลิตจะผลักดันให้เกิดการแยกขยะเพื่อลดต้นทุนการจัดการ
- การออกแบบสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-design): บรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลยากจะกลายเป็นต้นทุนที่สูงขึ้น
- การลงทุนในระบบรีไซเคิลเพิ่มสูงขึ้น จะมีการลงทุนในศูนย์บริหารจัดการและแยกขยะรีไซเคิล (MRF) และโรงงานรีไซเคิลระบบอัตโนมัติมากขึ้น
- ลดปริมาณขยะปลายทาง ขยะที่ต้องเข้าสู่บ่อฝังกลบหรือเตาเผาจะลดลงอย่างมหาศาล



