ในช่วงที่ผ่านมามี ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในแวดวง อีคอมเมิร์ซไทยอีกครั้ง เมื่อ ประวัติศาสตร์ เมื่อ Pantip.com ประกาศเปิดตัว “Pantip MALL”
ประกาศทวงคืน “อธิปไตยทางแพลตฟอร์ม” ให้กลับมาอยู่ในมือคนไทย หลังจากที่ผ่านมาแพลตฟอร์ม อีคอมเมิร์ซ หรือ อีมาร์เก็ตเพรส ของไทยหลายๆ ราย ทนกระแสการแข่งขันที่รุนแรงไม่ไหว โปกมือลาตลาดไปหลายราย ล่าสุด ก็ คือ NocNoc ประกาศปิดกิจการอย่างเป็นทางการ หลังเผชิญผลขาดทุนต่อเนื่องกว่า 1.8 พันล้านบาท
จึงเกิดคำถามที่ว่า ทำไม ไทย จึงไม่มีแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ของคนไทย สามารถแข่งขันกับ ยักษ์อีคอมเมิร์ซ ที่ครลองตลาดในไทย อย่าง ช้อปปี้ (Shopee) และ ลาซาด้า (Lazada Group) ได้
อย่างที่รู้กัน การจูงใจให้ผู้บริโภคซื้อผ่านออนไลน์ คือ การได้ โค้ด ส่วนลด และ ส่งฟรี สินค้าราคถูกกว่าหน้าร้าน เพื่อจูงใจให้ คนเข้ามาซื้อ และร้านค้า เข้ามาเปิดร้านออนไลน์ บนแพลตฟอร์ม แต่เมื่อผู้บริโภคเข้ามาซื้อหรือใช้แพลตฟอร์มจำนวนมากจึงติดแล้ว แพลตฟอร์มก็จะ คิดค่าธรรมนียม และปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรียกว่า อยากขึ้นก็ประกาศขึ้นได้ทันที ไม่มีการควบคุมจากภาครัฐ

ผู้ประกอบการไทยต้องตกอยู่ในสภาวะ “ไร้อำนาจต่อรอง” ถูกบีบด้วยโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ และไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลลูกค้าของตนเองได้เต็มที่ ซ้ำร้ายยังต้องเผชิญการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากสินค้านำเข้าราคาถูกที่ได้เปรียบทางภาษี ปัญหาเหล่านี้บั่นทอนศักยภาพการเติบโตและกัดกินผลกำไรของผู้ประกอบการไทยอย่างน่ากังวล
การขยับของ Pantip.com ที่ถือเป็นชุมชนออนไลน์ที่แข็งแกร่งด้วยการเปิด “Pantip MALL” ยกระดับจาก ‘Community’ สู่ ‘Community Commerce’ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจในแวดวง อีคอมเมิร์ซไทย อย่างยิ่ง
โดย “Pantip MALL” ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ไปรษณีย์ไทย และ Google Thailand
“Pantip MALL “ ถือกำเนิดขึ้นจากการผนึกกำลังของ 2 ขั้วใหญ่อย่าง Pantip.com คอมมูนิตี้ออนไลน์ที่น่าเชื่อถือที่สุดของไทย และ ShopSCAPE ผู้นำด้านเทคโนโลยี Enterprise E-Commerce โดยประกาศจุดยืนชัดเจนในการสร้าง “อธิปไตยทางเลือก” (Sovereignty of Choice)

ซึ่งความตั้งใจหลักของโครงการนี้คือการสร้างพื้นที่ที่ “เป็นธรรม” และ “ส่งเสริม” ธุรกิจไทยทุกขนาดให้สามารถเติบโตได้ โดยไม่ต้องพึ่งพิงแพลตฟอร์มจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว พร้อมผลักดันผู้ประกอบการคนตัวเล็ก และวิสาหกิจชุมชน โดยไม่มีค่าธรรมเนียม เป็นคือการสร้างทางเลือกใหม่ที่แข็งแกร่ง เพื่อคนไทย โดยคนไทย โดยมีกำหนดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือน มิ.ย. 69 นี้
“อภิศิลป์ ตรุงกานนท์” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท อินเตอร์เน็ตมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้พัฒนา Pantip.com บอกว่า เกือบ 30 ปีที่ผ่านมา พันทิปได้สร้างสังคมแห่งความน่าเชื่อถือขึ้นมา ซึ่งนี่คือสินทรัพย์ที่ลอกเลียนแบบไม่ได้ ในยุคที่ AI กำลังเข้ามามีบทบาท ‘ความน่าเชื่อถือ’ จะกลายเป็นอัลกอริทึมที่ทรงพลังที่สุด การเปิดตัว Pantip MALL ไม่ใช่แค่การสร้างตลาด แต่คือการเปลี่ยนบทสนทนาที่น่าเชื่อถือให้กลายเป็นการซื้อขายที่มั่นใจได้ เรากำลังยกระดับจากสังคมที่แข็งแกร่งที่สุดของไทย ไปสู่ระบบนิเวศการค้าที่ยั่งยืนสำหรับคนไทยอย่างแท้จริง โดยในความร่วมมือนี้ ทาง Pantip.com สนับสนุนชื่อแบรนด์ Pantip MALL รวมถึง Traffic และ Community ที่มี ส่วนทาง ShopSCAPE จะเป็นผู้ดำเนินงาน ดูแลระบบหาสินค้าเข้าแพลตฟอร์ม จัดการปัญหาต่างๆ ของลูกค้า
ด้าน “นิวัฒน์ ชาตะวิทยากูล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิจิทัน เวิลด์ไวด์ จำกัด ผู้พัฒนา “ShopSCAPE” บอกว่า ความพิเศษของ Pantip MALL ไม่ได้หยุดอยู่แค่โมเดลธุรกิจ แต่ยังรวมถึงเทคโนโลยีเบื้องหลังที่เตรียมพร้อมสำหรับอนาคตอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่ง โลกกำลังก้าวสู่ยุค Agentic Commerce ที่ AI Agent จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวอัจฉริยะ สามารถทำการซื้อขายแทนผู้ใช้ได้แบบครบวงจร ตั้งแต่ค้นหา, เช็คสต็อก, คำนวณค่าใช้จ่าย, จนถึงชำระเงินโดยไม่ต้องออกจากหน้าแชท ทำให้ Pantip MALL ไม่ได้เป็นแค่แพลตฟอร์ม แต่เป็นประตูสู่อนาคตการค้าปลีกที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างสมบูรณ์

อย่างไรก็ตามปัจจุบันได้เกิดสงครามระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซอย่างไร และควรปรับตัวแบบไหน?
“ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา” ซีอีโอ และ ผู้ร่วมก่อตั้ง ไพรซ์ซ่า และ ที่ปรึกษา และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (THECA) บอกว่า วิกฤตความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจนเป็นสงคราม ได้เป็นปัจจัยลบส่งผลกระทบ อีคอมเมิร์ซไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ชัดเจนที่สุดคือ ต้นทุนด้านพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันคือหัวใจหลักของระบบโลจิสติกส์ ทั้งในส่วนของรถบรรทุกขนส่งสินค้าในประเทศ และ การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศผ่านทางเรือ หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะส่งผลให้ค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอน
“ปัจจุบันแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลส เริ่มมีการขึ้น “ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม” แล้ว เพื่อนำไปเฉลี่ยเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการแทนการขึ้นค่าขนส่งต่อชิ้นโดยตรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังผู้ขายบนแพลตฟอร์มต่างๆ ที่ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น หากเพดานต้นทุนสูงจนรับไม่ไหว ร้านค้าจำเป็นต้องผลักภาระด้วยการปรับราคาสินค้าขึ้น หรือ ลดจำนวนคูปอง “ส่งฟรี” ซึ่งถือเป็นสิ่งจูงใจสำคัญให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้า จึงประเมินว่าบรรยากาศการจับจ่ายของผู้บริโภคจะซบเซาลงเนื่องจากต้องหันมาประหยัดมากขึ้น

สำหรับทางรอดของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ทาง “ธนาวัฒน์” แนะว่า ต้องเร่งปรับตัวด้วยการเปลี่ยน “ลูกค้าหน้าใหม่” จากแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลส ให้กลายเป็น “ลูกค้าประจำ” ผ่านช่องทางส่วนตัว เช่น การดึงลูกค้าเข้าสู่ระบบสมาชิกใน Line OA หรือช่องทางออฟไลน์ หน้าร้านที่วางขาย เพื่อสร้างยอดขายโดยตรงที่ไม่ต้องผ่านตัวกลาง หรืออีมาร์เกตเพลส ที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมที่พุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตามมองว่าหากวิกฤตดังกล่าวยืดเยื้อยาวนาน จะไม่ได้กระทบเพียงแค่อีคอมเมิร์ซ แต่จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมค้าปลีกทั้งระบบทั้งออนไลน์และออฟไลน์ด้วย เพราะราคาสินค้าจะสูงขึ้น คนมีกำลังซื้อลดลง ต้องประหยัดมากขึ้น
“ในส่วนของภาครัฐ การอุ้มราคาน้ำมันอาจเป็นเพียงมาตรการแก้ปัญหาระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก สิ่งสำคัญคือทุกภาคส่วนต้องเริ่มตระหนักถึงการประหยัดพลังงานและเตรียมรับมือกับราคาสินค้าที่จะปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลกด้วย”
ต้องติดตามกันต่อไปว่า เมื่อเปิดให้บริการเต็มรูปแบบแล้ว “Pantip MALL” จะสามารถฝ่าสมรภูมิ อีคอมเมิร์ซ ที่แข่งขันอย่างรุนแรง สู้เจ้าตลาดในปัจจุบันได้หรือไม่?
Cyber Daily



