เมื่อวันที่ 20 มี.ค. นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สถานการณ์ความไม่สงบตะวันออกกลาง ส่งผลให้หลายโรงพยาบาลเริ่มปรับมาตรการในการจ่ายยาและเวชภัณฑ์ ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการพึ่งพิงจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงมาก กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ แม้แต่ยาบางตัวที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้ ยังต้องมีการนำเข้าสารตั้งต้น (API) จากต่างประเทศเช่นกัน ส่วนในอนาคต อุตสาหกรรมยาของไทยจะพึ่งพาตนเองได้มากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายและความพร้อมของประเทศ โดยปัจจัยสำคัญคือการพัฒนางานวิจัยทางคลินิก ซึ่งมีความซับซ้อนและต้องได้มาตรฐานสากล มีการกำกับด้านจริยธรรมอย่างเข้มงวด

นพ.ศุภกิจ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา การวิจัยทางคลินิกของไทยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย ซึ่งมีความพร้อมด้านบุคลากรและเครื่องมือ ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 9 แห่งที่ได้มาตรฐานสากล แต่ความเป็นจริง คนไข้ไทยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ รักษาในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีขนาดใหญ่และมีแพทย์เชี่ยวชาญจำนวนมาก แต่ยังไม่คุ้นเคยกับการทำวิจัยเป็นทีม ดังนั้น สวรส.จึงตั้งเป้าร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข พัฒนาโรงพยาบาลขนาดใหญ่ให้สามารถทำวิจัยทางคลินิกได้ตามมาตรฐานสากล เพิ่มจากเดิม 9 แห่ง เป็นประมาณ 30 แห่งทั่วประเทศ พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มกลาง เพื่อเชื่อมโยงนักวิจัย โรงพยาบาล และอาสาสมัคร ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลการวิจัยทางคลินิกได้อย่างโปร่งใส สำหรับผู้ป่วยที่เข้าร่วมวิจัยจะได้ประโยชน์ เช่น ไม่ต้องเสียค่ายา ซึ่งบางตัวมีราคาสูงมาก และได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดตามมาตรฐานความปลอดภัย

เมื่อถามถึงประเด็นความมั่นคงทางยา นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า ไทยยังไม่สามารถผลิตยาได้เองทั้งหมด เนื่องจากข้อจำกัดด้านโครงสร้างอุตสาหกรรมและต้นทุนการวิจัยที่สูงมาก ซึ่งการพัฒนายาใหม่หนึ่งตัวต้องใช้เงินระดับหมื่นล้านเหรียญ และที่ผ่านมาเราไม่ได้ออกแบบอุตสาหกรรมเคมีให้เข้มแข็งเหมือนบางประเทศ เช่น จีน อินเดีย ทั้งนี้ แม้ประเทศไทยมีองค์การเภสัชกรรม แต่ยังไม่สามารถผลิตยาได้ครบทุกประเภท และยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสารตั้งต้น หากต้องการเพิ่มการผลิตยาในประเทศ รัฐจำเป็นต้องมีนโยบายสนับสนุนอย่างจริงจัง แม้ในระยะแรกต้นทุนอาจสูงกว่าการนำเข้า และต้องเลือกลงทุนในยาบางกลุ่มที่มีศักยภาพ

ผู้สื่อข่าวถามถึงมาตรการที่โรงพยาบาลจำกัดการจ่ายยาในช่วงนี้ นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า เป็นการบริหารจัดการเพื่อรองรับความไม่แน่นอน ถ้าเกิดสถานการณ์รุนแรงจนการขนส่งมีปัญหา ยานำเข้าอาจเข้ามาไม่ได้ เหมือนช่วงโควิดที่เวชภัณฑ์ขาดแคลน การจำกัดการจ่ายยาเป็นการวางแผนเพื่อให้มีสต็อกเพียงพอ และสามารถจัดสรรให้ผู้ป่วยที่จำเป็นได้ก่อน อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์คลี่คลาย ก็สามารถกลับไปสู่ระบบการจ่ายยาตามปกติได้.