สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง เริ่มลามส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน รวมถึงค่าไฟด้วย
จากประเด็นนี้ นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ระบุว่า ในความเห็นส่วนตัวมองว่า แนวโน้มค่าไฟฟ้างวดใหม่เดือน พ.ค.-ส.ค. 69 มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากงวดปัจจุบัน เนื่องจากผลกระทบสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ผันผวนโดยราคาแอลเอ็นจี ตลาดจร (สปอต) ขยับมาอยู่ที่ 25 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู เบื้องต้น กกพ. คำนวณค่าไฟงวดใหม่ จะอยู่ที่หน่วยละ 3.95 บาท สูงกว่าค่าไฟฟ้างวดปัจจุบัน (ม.ค.-เม.ย.) อยู่ที่หน่วยละ 3.88 บาท หรือเพิ่มขึ้นอยู่ 7 สตางค์
“ในความเห็นส่วนตัว ค่าไฟฟ้าควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง หากภาคนโยบายอาจจะตรึงค่าไฟฟ้างวดใหม่ แต่ก็ต้องส่งสัญญาณให้ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม รวมถึงประชาชนได้รับรู้ข้อเท็จจริงเพี่อส่งสัญญาณถึงการประหยัดพลังงานในช่วงที่ประเทศได้รับผลกระทบจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางและได้ปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ สิ่งที่กังวลคือ ค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 69 หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ ราคาแอลเอ็นจีปรับขึ้น เนื่องจากเข้าสู่ฤดูหนาว โดยเราไม่มีเครื่องมือช่วยพยุงค่าไฟฟ้า แต่ กฟผ. ยังต้องแบกรับภาระหนี้คงค้าง และดอกเบี้ยจ่ายอยู่ ถ้าอัตราค่าไฟฟ้าอาจปรับขึ้นทะลุ 4 บาทต่อหน่วย แต่ภาคธุรกิจทำสัญญาซื้อขายสินค้าโดยประเมินค่าไฟฟ้าในอัตราที่ต่ำก็อาจจะได้รับผลกระทบได้ ยอมรับว่าขณะนี้ทางอียูมีการเร่งซื้อแอลเอ็นจี เพื่อเก็บสต๊อกไว้ใช้ เพื่อรับมือสงครามยืดเยื้อและใช้ในฤดูหนาว ทำให้ราคาแอลเอ็นจีในตลาดโลกผันผวนหนัก”
ทั้งนี้เบื้องต้น กกพ. จะคำนวณตามสูตรการปรับค่าเอฟที ออกเป็น 3 กรณี คือ
กรณีที่ 1 หากไม่มีมาตรการใดๆเข้าไปช่วยเหลือ สะท้อนต้นทุนค่าเชื้อเพลิง เงินเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนคงค้าง (เอเอฟ) ที่เกิดขึ้นจริงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่จะได้รับเงินที่รับภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนรวม 36,000ล้านบาท ทำให้ค่าไฟฟ้าเดือน พ.ค.-ส.ค. 69 จะปรับขึ้นจากปัจจุบันหน่วยละ 3.88 บาท เพิ่มเป็นหน่วยละ 4.59 บาท หรือเพิ่มขึ้นหน่วยละ 70 สตางค์
กรณีที่ 2 ไม่มีการชำระเงินคงค้างจ่าย (เอเอฟ) กฟผ. ที่เหลือจำนวน 36,000ล้านบาท แต่จะส่งผลกระทบต่อสถานะของ กฟผ. ค่าไฟฟ้างวดใหม่จะอยู่ที่หน่วยละ 4.08 บาท หรือเพิ่มขึ้น 20 สตางค์
กรณีที่ 3 กกพ. นำเงินเรียกคืนจาก 3 การไฟฟ้า หรือคอลแบ๊กคอล 9,400 ล้านบาท มาช่วยลดค่าไฟฟ้าทั้งหมด ประมาณ 13 สตางค์ และยังไม่มีการชำระคืนเงินค้างจ่ายเอเอฟ กฟผ. จำนวน 36,000 ล้านบาท ทำให้ค่าไฟฟ้าปรับขึ้นจริง ประมาณหน่วยละ 7 สตางค์ต่อหน่วย มาอยู่ที่หน่วยละ 3.95 บาท
อย่างไรก็ตามตัวเลขอัตราค่าไฟดังกล่าวข้าต้นยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากราคาก๊าซแอลเอ็นจี มีความผันผวน โดยจะมาพิจารณาราคาแอลเอ็นจีอีกครั้ง ระหว่างวันที่ 23-24 มี.ค. 69 เพื่อใช้คำนวณตามสูตรค่าไฟฟ้า ก่อนเสนอคณะกรรมกำกับกิจการพลังงานในวันที่ 25 มี.ค.นี้ หลังจากนั้นสำนักงาน กกพ. ดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 69 ซึ่งภาคนโยบายได้ส่งสัญญาณว่า จะมีการตึงค่าไฟฟ้างวดใหม่ที่หน่วยละ 3.88 บาท โดยจะหากลไกต่างๆ มาใช้เพื่อให้ค่าไฟฟ้าไม่ปรับขึ้น เพราะต้องการลดภาระให้ประชาชน
“ภาครัฐควรต้องพิจารณาจัดงบมาช่วยเหลือค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200-300 หน่วยต่อเดือน ในขณะที่ผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่นๆ ควรจะต้องมีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า หลังจากประเมินว่าแหล่งผลิตแอลเอ็นจี จากกาตาร์ที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่านจะต้องใช้เวลา 3-5 ปี จึงจะกลับมาผลิตแอลเอ็นจีใหม่ได้อีกครั้ง ซึ่งไทยมีสัญญานำเข้าแอลเอ็นจี ระยะยาวจากกาตาร์ประมาณ 2 ล้านตันต่อปี”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันพุธ ที่ 25 มี.ค. สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) จะแถลงข่าว ชี้แจงผลการคำนวณค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่าเอฟที) และข้อเสนอทางเลือกเพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นประกอบการพิจารณาเพื่อประกาศเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในรอบเดือน พ.ค.-ส.ค. 69 อย่างเป็นทางการอีกครั้ง



