เศรษฐกิจไทยในปี 2569 กำลังเดินมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อจากแรงกดดันของความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และเริ่มส่งแรงกระเพื่อมเป็นลูกโซ่ลามจากปัญหาพลังงานไปสู่ทั้งห่วงโซ่อุปทาน
สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังขยายลึกลงไปถึง ‘ระบบการผลิตสินค้า’ โดยเฉพาะ ‘อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์’ ที่อยู่เบื้องหลังสินค้าทุกชิ้น ตั้งแต่ซอง ขวด ไปจนถึงกล่องที่เราเห็นบนชั้นวางจำหน่าย
สัญญาณในช่วงไตรมาสแรก สะท้อนว่าตลาดเริ่มเปลี่ยนทิศ และเสี่ยงนำไปสู่ภาวะสินค้าขาดแคลน หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินไตรมาส 2 ของปีนี้
จากน้ำมันแพง สู่ ‘ของไม่มีผลิต’
ต้นตอของปัญหาเริ่มจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่กระทบเส้นทางขนส่งพลังงานของโลก ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสำหรับไทยที่ต้องนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึง 85% ผลกระทบจึงเกิดทันที ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น และลามไปยังวัตถุดิบปิโตรเคมี เช่น แนฟทาและโพรเพน ซึ่งใช้ผลิตเม็ดพลาสติก
จุดที่น่ากังวลคือ เมื่อวัตถุดิบเริ่มขาด โรงงานต้นน้ำก็เริ่มหยุดการผลิตจริง อย่างกรณีของผู้ผลิตปิโตรเคมีที่ต้องหยุดโรงงานโอเลฟินส์ชั่วคราว เพราะหาวัตถุดิบไม่ได้ ซึ่งผลที่ตามมาคือ ราคาเม็ดพลาสติกโดยเฉพาะประเภท PP พุ่งขึ้นถึง 30-50% ภายในไม่กี่สัปดาห์ เมื่อวัตถุดิบสำหรับทำบรรจุภัณฑ์เริ่มขาดตลาด ปัญหาจึงไม่ได้มีแค่ต้นทุนสูงขึ้น แต่เริ่มกระทบถึงขั้นผลิตสินค้าไม่ได้
ของยังไม่หาย แต่ตัวเลือกเริ่มน้อยลง
ภาพในตลาดตอนนี้อาจยังไม่ถึงขั้นที่สินค้าหมดไปจากชั้นวาง แต่เริ่มเห็นชัดว่าบางรายการเริ่มหายไป ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่หลายรายเริ่มแจ้งเตือนคู่ค้าว่า อาจเกิดภาวะสินค้าขาดส่งตั้งแต่เดือนเมษายน
อย่างกรณีของผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่โรงงานเริ่มขาดฟิล์มบรรจุภัณฑ์จนต้องเลือกผลิตเฉพาะรสชาติขายดี และลดสินค้าที่ขายรองลงมา นี่คือรูปแบบของวิกฤตระยะแรก กล่าวคือ สินค้ายังมี แต่ ‘ตัวเลือกน้อยลง’ ซึ่งหากปัญหายังไม่คลี่คลายใน 3-4 เดือน สินค้าหลักก็มีโอกาสเริ่มขาดตลาดจริง ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็เริ่มซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูปที่ยอดขายเพิ่ม 2-3 เท่า และบางพื้นที่เริ่มมีการกักตุน ยิ่งทำให้สินค้าในตลาดลดลงเร็วขึ้น
ขนส่งแพง ต้นทุนพุ่ง กติกาเข้ม
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นคือ วิกฤตครั้งนี้จากหลายปัจจัยที่เข้ามาพร้อมกัน ด้านการขนส่ง ค่าระวางเรือพุ่งจากประมาณ 1,500 ดอลลาร์ เป็น 7,000 ดอลลาร์ต่อตู้ และไม่สามารถใช้เส้นทางขนส่งปกติได้ ทำให้ช้าลง 10-15 วัน ส่งผลให้วัตถุดิบที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์เข้ามาไม่ทัน ในฝั่งผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ต้องเจอทั้งค่าวัตถุดิบและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นพร้อมกัน ทำให้สินค้าบางประเภท โดยเฉพาะสินค้าราคาถูก เริ่มผลิตไม่คุ้ม และค่อยๆ หายจากตลาด
ขณะที่ภาครัฐพยายามตรึงราคาสินค้าจำเป็น เพื่อช่วยลดภาระผู้บริโภคในระยะสั้น แต่ก็ทำให้ผู้ผลิตต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นเอง และอาจทำให้ของขาดเร็วขึ้น หากต้นทุนยังเพิ่มต่อเนื่อง นอกจากนี้ กฎใหม่ด้านความปลอดภัยบรรจุภัณฑ์ที่เข้มงวดขึ้น เช่น การจำกัดการใช้สารบางชนิด ก็ยิ่งทำให้ผู้ผลิตมีต้นทุนเพิ่ม และผลิตสินค้าได้ยากขึ้นในช่วงที่วัตถุดิบขาดอยู่แล้ว
ถ้าสงครามยังยืดเยื้อ ไทยเสี่ยงของขาดทั้งระบบ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากราคาน้ำมันยังคงสูงต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยอาจหดตัวลง 0.2-0.7% อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลมากกว่านั้น คือผลกระทบที่กำลังลามเป็นทอดๆ จากพลังงาน ไปสู่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ต่อเนื่องไปยังบรรจุภัณฑ์ และสุดท้ายมาถึงสินค้าอุปโภคบริโภค
หากความขัดแย้งยืดเยื้อเกินไตรมาส 2 จะไม่ใช่แค่สินค้าบางอย่างเริ่มหาย แต่มีความเสี่ยงที่จะลุกลามเป็นภาวะสินค้าขาดในวงกว้าง ซึ่งสินค้าที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจะเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น อาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่ม และของใช้ส่วนตัว ที่ต้องพึ่งพาบรรจุภัณฑ์พลาสติก
ต้องปรับตัวให้เร็ว ก่อนเกมเปลี่ยน
ในสถานการณ์เช่นนี้ การตรึงราคาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการเร่งปรับตัว โดยในระยะสั้น ผู้ผลิตจำเป็นต้องโฟกัสสินค้าหลัก ลดความหลากหลายของสินค้า เพื่อใช้วัตถุดิบที่มีอยู่อย่างจำกัดให้คุ้มที่สุด ส่วนระยะถัดไป ควรเร่งหาแหล่งวัตถุดิบจากประเทศที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งเดิมมากเกินไป
สำหรับผู้ประกอบการ SME การนำเทคโนโลยีด้านโลจิสติกส์มาใช้ จะช่วยลดต้นทุนลงได้ และเป็นทางรอดสำคัญในช่วงที่ค่าขนส่งยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ในระยะยาว วิกฤตครั้งนี้กำลังชี้ให้เห็นว่า ไทยไม่สามารถพึ่งพาบรรจุภัณฑ์พลาสติกจากปิโตรเคมีเพียงทางเดียวได้อีกต่อไป และจำเป็นต้องเร่งพัฒนาวัสดุทางเลือก เช่น บรรจุภัณฑ์รีไซเคิล หรือไบโอพลาสติก



