เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.เวลา 06.00 น. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะผู้บริหารพรรค รวมถึงนายชัชชนะพงศ์ แก้วทอง ผู้สมัครสมาชิกกรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตบางเขน หมายเลข 2 ลงพื้นที่รณรงค์หาเสียงภายในตลาดยิ่งเจริญ เขตบางเขน จากนั้น นายอนุชา นายอภิสิทธิ์ และคณะพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่หาเสียงร่วมกับนายต้นรังสรรค์ กียปัจจ์ ผู้สมัคร ส.ก.เขตหลักสี่ หมายเลข 4 ที่ตลาดเมืองทอง (บึงสีกัน) ซอยแจ้งวัฒนะ 14 ก่อนจะไปลงพื้นที่ร่วมกับนายจิรัฎฐ์ เชาว์อริยรัฐ ผู้สมัคร ส.ก.เขตมีนบุรี หมายเลข 2 บริเวณตลาดจตุจักร 2 ต่อด้วยการลงพื้นที่หาเสียงกับนายเกษนันท์ เรืองตาบ ผู้สมัคร ส.ก.เขตคันนายาว หมายเลข 1

ทั้งนี้ นายอนุชา กล่าวถึงเสียงสะท้อนของประชาชน จากการลงพื้นที่ในช่วงโค้งสุดท้าย ว่า นอกจากชาวกรุงเทพฯ ต้องการให้เร่งแก้ไขปัญหาเรื้อรัง ทั้งปัญหาน้ำท่วม ปัญหาการจราจรติดขัด ปัญหาขยะและความสะอาดแล้ว ยังเรียกร้องให้แก้ไขการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง โดยประชาชนต้องการให้ผู้ว่าฯ กทม.และ ส.ก. จากพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปขจัดการทำงานที่ไม่โปร่งใสในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ทั้งในระดับผู้บริหาร และข้าราชการประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้อขายตำแหน่งและการเรียกรับผลประโยชน์ เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณของกรุงเทพมหานคร จะถูกใช้อย่างคุ้มค่าและไม่มีการรั่วไหล ซึ่งนโยบายต่อต้านการทุจริตเป็นข้อสั่งการตรงจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่กำชับให้ผู้สมัครทุกระดับ ยึดถือปฏิบัติ และหากพบความไม่โปร่งใส หรือมีข้อสงสัยจากสังคม ผู้ปฏิบัติงานจะต้องสามารถชี้แจงได้อย่างชัดเจนผ่านกลไกของพรรคฯ

นายอนุชา ยังกล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็น (โพล) ในช่วงโค้งสุดท้าย ว่า ไม่ได้มีความกังวลใจใดๆ เนื่องจากตลอดการลงพื้นที่ ประชาชนยังให้กำลังใจและสนับสนุนให้เดินหน้าต่อไป นอกจากนี้ยังพบสัญญาณบวกจาก 2 กลุ่มหลัก คือ 1.กลุ่มอดีตผู้สนับสนุนของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยไปเลือกผู้สมัครหรือพรรคอื่น เริ่มแสดงความจำนงกลับมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง หลังจากที่เขาเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของตนและพรรคประชาธิปัตย์  2.กลุ่มที่ยังลังเล เริ่มตัดสินใจได้ชัดเจนขึ้น จากการที่พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอนโยบายที่เอาจริงเอาจังและวิสัยทัศน์แห่งอนาคต

เมื่อถามถึงการที่นายอนุชาลงพื้นที่ตรวจสอบอุบัติเหตุระเบียงอาคารแยกหมอมี เขตสัมพันธวงศ์ ถล่ม เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายอนุชา กล่าวว่า ตนไปดูสถานที่เกิดเหตุ เพื่อดูว่ามีอะไรเพิ่มเติมที่พอจะประสานได้ อีกทั้งมีโอกาสสอบถามปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการเขตสัมพันธวงศ์ และได้พูดคุยกับหน่วยกู้ภัยต่างๆ โดยได้พยายามตัดไฟในเบื้องต้นก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติมหรืออันตรายกับคนที่อยู่บริเวณรอบข้าง มีการย้ายเสาไฟฟ้า เพื่อให้เข้าไปตรวจสอบได้ ซึ่งที่จริง อาคารไม่ได้ถล่ม แต่เป็นระเบียงด้านหน้าที่ร่วงลงมา จนเกิดการบาดเจ็บ เสียชีวิต โดยผู้เสียชีวิตกำลังเตรียมปิดร้าน อย่างไรก็ตาม คงต้องรอให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบในช่วงเช้าวันนี้ (21 มิ.ย.) ว่าโครงสร้างอาคารต่างๆ เป็นอย่างไร เพราะเท่าที่ตนสังเกต พบว่าบริเวณรอบข้างก็จะมีลักษณะเดียวกัน ซึ่งคงต้องให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรื่องความแข็งแรงว่าถ้าทิ้งไว้แบบเดิมจะต้องเข้าไปดำเนินการเร่งด่วนหรือไม่

ด้านนายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการหาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ช่วงโค้งสุดท้าย ว่า ขอฝากให้ชาวกรุงเทพฯ ทบทวนผลงานการบริหารจัดการเมืองในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาว่าตอบโจทย์ความพึงพอใจหรือไม่ โดยในช่วง 1 เดือนของการหาเสียง กรุงเทพฯ ยังเผชิญปัญหาเดิมซ้ำซาก ทั้งน้ำท่วม อาคารถล่ม และถนนยุบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ายังมีภาระงานที่รอการแก้ไขอีกมาก และนอกจากการยกระดับความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ แล้ว กทม.ยังต้องการผู้นำที่กล้าตัดสินใจลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทั้งระบบจัดการน้ำท่วม การจัดการขยะ และระบบขนส่งมวลชน

“กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่าที่เป็นอยู่ การผลักดันให้เป็น AI Hub คือสิ่งที่เป็นไปได้ แต่เราไม่ต้องการให้กรุงเทพฯ เป็นเพียงเมืองท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยกัญชา หรือการปล่อยปละละเลยให้ชาวต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจที่ผิดกฎหมาย นี่คือปัญหาใหญ่ที่เราตั้งใจจะเข้าไปแก้ไขและกำหนดทิศทางของเมืองในอนาคต” นายอภิสิทธิ์ กล่าว.