นับได้ว่าไม่ได้ออกงานอีเวนท์นานพอสมควรเลย สำหรับนักร้องนักแสดงชื่อดัง “ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” ที่ล่าสุดได้ปรากฏตัวต่อหน้าสื่อมวลชนอีกครั้งในงานเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง “อีแหล่ แอรี่ เกาหลี โอปป้า” พี่ชายคนสนิทอย่าง “อี๊ด โปงลางสะออน” ณ ลานอินฟินิซิตี้ พารากอน ซีนีเพล็กซ์

โดยเจ้าตัวก็ได้ออกมาเปิดใจแบบหมดเปลือกถึงชีวิตในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาที่ต้องกลายเป็นจำเลยสังคมจากกระแสข่าวเชิงลบที่ถาโถมเข้ามา พร้อมเปิดเผยความจริงที่เก็บไว้มานานเกี่ยวกับความสัมพันธ์และการช่วยเหลือที่มีต่อครอบครัวของ “ใบเตย อาร์สยาม” และอดีตสามี “ดีเจแมน” ที่ยอมสลับรถของตัวเอง เพื่อให้เอาขายมาจ่ายค่าเทอมหลานอย่าง “น้องเวทมนต์” ด้วย

ฟิล์ม เผยว่า “วันนี้ได้เจอเพื่อนๆ ก็คิดถึงทุกคนครับ แล้วพอดีพี่ชายทำหนังด้วยครับ ก็ปกติไม่ค่อยได้ออกสื่อเท่าไหร่ ก็มายินดีครับ ดีใจมากได้เจอทุกคน ไม่ได้เจอเพื่อนนานมาก แต่จริงๆ ผมกับแก๊งโปงลางเนี่ยเจอเดี๋ยวเจออยู่ละ แต่ว่าหลายๆ คนในวงการก็ไม่ได้เจอเลยครับ ปกติเราก็อยู่แต่แวดวงธุรกิจอย่างเดียวเลยตอนนี้ (ได้เจอใบเตยด้วย?) จริงๆ ผมกับเตยก็เจอกันมาตลอดนะ อย่างที่บอกว่ามันเป็นการเข้าใจผิดมากกว่า อดีตของเขาทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่เปล่าๆ ผมก็บอกเตยนะว่าวันนี้ถ้าเกิดมีโอกาสเดี๋ยวพี่บอกทุกคนนะ อะไรอย่างเงี้ย ก็คือจริงๆ แล้วไม่ไม่ได้มีอะไรเลย ผมกับเตยไม่ได้มีอะไรเลย รวมถึงอดีตของเขาผมก็ไม่ได้มีอะไรด้วย แต่ว่าคือเหมือนเขาไปเชื่อคนอื่นแล้วเขาก็มาปลุกปั่นทำให้คนอื่นเข้าใจผมผิด ก็แค่นั้นเอง ส่วนเรื่องดคีของผมก็อย่างที่บอกว่า เราแสดงความบริสุทธิ์ใจไปตั้งแต่แรกแล้วครับ เราก็ปฏิบัติตัวตามขั้นตอนทุกอย่าง แล้วก็เข้าสู่ทุกกระบวนการจนวันนี้อย่างที่พี่ๆ ทุกๆ คนเห็นนะครับว่า ผมไม่ได้มีความผิดอะไรเลย แล้วก็ไม่ได้มีคดีอะไรเลยด้วย มันเป็นแค่กลุ่มคนที่ปลุกปั่นแล้วก็ทำให้ผมพังทลายลงไปในสังคม ทำให้สังคมเข้าใจผมผิด คิดว่าผมเป็นคนแบบนั้นที่เขาอุปโลกน์ขึ้นมา แต่จริงๆ แล้วผมก็ได้พิสูจน์ตัวเองเกือบระยะเวลา 2 ปี ให้ทั้งพี่ๆ สื่อมวลชน ทั้งทุกหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบทุกอย่าง วันนี้ผมก็ไม่ได้มีความผิดอะไรเลย แล้วก็ยังเป็นฟิล์มคนเดิมครับ ซึ่งแค่คนคนนึงที่ทำมาหากินขายงาน แต่ว่าต้องถูกสื่อบางสื่อพิพากษาเราไปเกือบ 2 ปี ก็เจ็บช้ำมาก แต่ว่าตัวผมเองผมไม่ได้ติดใจอะไร

ถ้าถามว่่อย่าง 2 ปีมันพิสูจน์ยังไงบ้าง ผมก็ต้องบอกว่าไปทุกหน่วยงานเลยครับ เพราะว่าปลุกปั่นกันมาจนแบบเป็นกระแสใหญ่โตมาก แล้วก็ไปทุกหน่วยงาน ไปทุกที่เลยที่เกี่ยวข้อง แล้วก็พิสูจน์หมด พอพิสูจน์ไปแล้ว เจ้าหน้าที่ทุกคนก็ตกใจกันหมด ผมอยากจะบอกว่าโชคดีที่บ้านเมืองของเราเนี่ย มีกระบวนการยุติธรรมที่ศักดิ์สิทธิ์มากๆ ซึ่งเขาตรวจสอบละเอียดมาก อยากจะฝากว่าใครอนาคตต่อจากนี้ ใครโดนแบบฟิล์มเอาคดีฟิล์มเป็นตัวอย่างนะครับ ซึ่งอย่าออกมาด่ามาว่าใคร ไม่อย่างงั้นจะตกเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพทันที ถ้าเกิดคุณออกมาด่ามาว่าใคร เขาจะเล่นแง่ตรงนี้ครับ บอกว่าคุณไปด่าไปว่าเขา แล้วก็จะฟ้องหมิ่นประมาทคุณ จะทำให้คุณเอาคดีของคุณที่เป็นหลักเนี่ย ไปฟ้องเขาไม่ได้ เพราะว่าเขาจะเอาคดีมากันกัน เอาฟิล์มเป็นตัวอย่างนะ ไม่ด่าไม่ว่าใคร ไม่พูดถึงใคร แล้วก็ใช้กระบวนการยุติธรรมของบ้านเราให้คุ้มครองตัวเราเอง ผมก็ผ่านมาทุกบททดสอบในชีวิตนี้ แล้วก็ผ่านมาได้ วันนี้ก็ยังมายืนตรงนี้อยู่ ส่วนคนที่ว่าร้ายผม แล้วก็เกินเลยถึงพ่อถึงแม่ผม คนเหล่านี้ผมก็ดำเนินคดีหมด ทุกคนก็มาไหว้ขอโทษ มากราบบ้าง มาออกสื่อขอโทษบ้าง ผมก็ให้อภัยครับ (ตอนนี้เรียกว่าคดีทุกคดีจบ?) ต้องบอกว่าไม่เคยมีคดี มันเป็นเพียงแค่สื่ออุปโลกน์ขึ้นมาว่าผมเป็นคนนั้น แต่จริงๆ แล้วผมไม่ใช่คนคนนั้น ไม่โดนคดีเลย โดนแค่เรียกไปสอบสวน ไปตรวจสอบ ไปสอบสวนอะไรเงี้ยครับ คือยากมากครับ เป็นจำเลยของสังคมเกือบ 2 ปี ก็เสียโอกาสไปหลายอย่างเลย แล้วก็พลาดโอกาสดีๆ ไปเยอะแยะมากมายเลย แต่ตัวผมเองผมก็ไม่เคยที่จะไม่ไม่ต่อสู้ เพราะผมเชื่อว่าก็ยังมีคนที่รักผม ที่เขาติดตามผม เขาเชื่อมั่นในตัวผมอยู่แล้ว ตัวผมเองผมก็ไม่ได้ทำแบบนั้น ผมก็เอาทุกอย่างไปดีแคลร์ จนกลายเป็นว่าเจ้าหน้าที่ทุกๆ คนก็มองกลับกัน แล้วเอาข้อมูลของผมไปตรวจสอบคนเหล่านั้นมากกว่าว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วทำไมเขาถึงทำแบบนี้”

ฟิล์ม เผยต่อว่า “ในส่วนที่ผมฟ้องเขาเป็นคดีทุกคดีครับ แล้วก็รับทราบข้อกล่าวหาทุกคดี ตอนนี้หลักๆ เลยผมฟ้องตั้งแต่ตัวเมนๆ ที่เป็นขบวนการปลุกปั่นทั้งหลาย ก็โดนหมดเลย โดนคดีกับผมหมด ยังไม่โดนเรียก ยังต้องรอกระบวนการต่อไปครับ ผมฟ้องเขา คือเขากล่าวหาผมเยอะกันมากเลยครับ แต่ก็จะมีอยู่ 2 องค์กรใหญ่ๆ (เราก็เลยฟ้องกลับ?) ฟ้องกลับ ตอนนี้ศาลรับฟ้องหมดแล้ว ยังไม่เคยเจอตัวเขาเลยครับ แต่น่าจะต้องเจอในศาล ซึ่งไม่น่ามีการไกล่เกลี่ยแล้ว และศาลนัดอีกทีน่าจะพฤษภาคมนี้ครับ ผมไม่รู้ว่าจะเลื่อนหรืออะไรหรือเปล่าทางนั้นนะครับ (หมายถึงจำนวนกี่คน หรือว่ากี่คดี?) จริงๆ ผมฟ้องไปหลายคนแล้ว ทุกคนก็บางคนผมก็ให้อภัย อย่างเช่นคดีเจแมนผมก็ให้อภัยเพราะเตย ผมก็บอกเขาว่าก็ออกมาโชว์ความเป็นสุภาพบุรุษหน่อย ลองทำให้ผมดูซิว่าคุณจะทำยังไง เขาก็บอกว่าเดี๋ยวเขาจะออกมาขอโทษสื่อ แล้วก็ขอโทษผม จนวันนี้ยังไม่ขอโทษเลย (แต่อันนั้นคือเราเคลียร์ไปแล้วว่าเราให้อภัย?) เพราะเขาบอกเขาจะออกมาขอโทษสื่อ เราตกลงตั้งแต่วันที่ไกล่เกลี่ย จนวันนี้เขายังไม่ออกมาขอโทษผมเลย คือไม่ได้ดำเนินการต่อเพราะว่าเราก็ช่วยครอบครัวเขามาเยอะมากเลย คืออย่างที่ผมบอกว่าที่ผมไม่ไปฟ้องเขา ที่จริงผมฟ้องได้นะแต่ผมไม่ไปฟ้องเขา เพราะว่าผมติดอยู่ที่เตย เพราะว่าน้องเพิ่งออกมาแล้วน้องก็ลำบากมาก ไม่มีแม้กระทั่งเงินจ่ายค่าเทอมลูกอ่ะ ผมก็ต้องเอารถผมเนี่ยให้น้องเขาไป ให้น้องเอาเอารถผมเนี่ย แล้วก็เอารถน้องขายเพื่อที่ให้ได้เงินมาเอาไปส่งลูกเรียน แต่สิ่งที่เขาเพิ่งออกมา อดีตของเขาออกมาแล้วมาว่าผม ไปเชื่อแค่คน 2 คนที่มายุปลุกปั่นเขา ทำให้ครอบครัวเราก็พังแบบเนี้ย แต่นี่ไม่มีใครรู้อย่างเงี้ย ผมก็ไม่พูด เพราะผมเป็นคนที่แบบไม่ค่อยพูดเรื่องของใครอยู่แล้ว แต่วันนี้คือในเมื่อจบกันไปแล้ว ผมก็อธิบายให้ฟังว่าเพราะอะไรมันถึงจบ แต่ว่าทุกวันนี้ก็ยังรออยู่ว่าเขาจะออกมาขอโทษเรา ก็ไม่ออกมาขอโทษสักที 

ใน 2 คดีที่จะขึ้นศาลคือไม่เกี่ยว คนละบุคคล ส่วนเรื่องที่อยากบอกอะไรกับคนที่เข้าใจผิดมาตลอดเลย จริงๆ คนที่เข้าใจผิดผมมองว่า ถึงบอกไปผมไม่รู้ว่าเขายังจะเปิดใจให้กับผมอยู่หรือเปล่า หรือว่าจะยังเข้าใจผิดผมอยู่ แต่ว่าทุกวันนี้ผมอยากจะบอกกับทุกๆ ท่านว่า ผมก็ได้พิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการทุกอย่างแล้ว ผมก็เป็นฟิล์มคนเดิมและครับ คือผมอยู่บนความถูกต้อง แล้วก็ไม่ได้เคยไปคิดทำร้ายใคร หรือว่าไปคดโกงใคร เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าวันนั้นคุณเข้าใจผมผิด วันนี้คุณก็เปิดใจรักผมอีกครั้งนึงได้ครับ เพราะผมก็ให้อภัยทุกคนแล้วก็ไม่เคยออกมาว่าใครเลยแม้แต่คนเดียว ในทุกๆ คดีในชีวิตผม ผมก็เป็นฟิล์มคนนี้แหละครับที่ไม่เคยว่าใครเลยแม้แต่คนเดียว แล้วก็ไม่เคยพูดด้วย ไม่จำเป็นเลยว่าต้องพูด ก็ยังเป็นคนเดิม ก็เปิดใจรักผมอีกครั้งหนึ่งได้”