ในบรรดาวิกฤตสิ่งแวดล้อมทางน้ำที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ “ปลาหมอคางดำ”  ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของสายพันธุ์รุกราน (Alien Species) ที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำในขณะนี้ แต่หนึ่งในประเด็นที่สร้างความประหลาดใจและวิตกกังวลให้กับนักวิชาการและชาวประมงคือ  การพบปลาหมอคางดำแพร่กระจายลงสู่ทะเลเปิด และสามารถอาศัยอยู่ได้ในระดับน้ำทะเลที่ลึกถึง 12 เมตร ซึ่งผิดธรรมชาติของปลาน้ำจืดหรือปลาน้ำกร่อยทั่วไป

โดยปกติแล้ว ปลาน้ำจืดจะไม่สามารถอยู่ในน้ำทะเลได้เพราะร่างกายจะสูญเสียน้ำผ่านการออสโมซิสจนเซลล์เหี่ยวและตายในที่สุด แต่ปลาหมอคางดำมีระบบ Osmoregulation ที่ทรงประสิทธิภาพเป็นพิเศษ ร่างกายของพวกมันมีเซลล์พิเศษบริเวณเหงือกที่เรียกว่า Chloride cells (หรือ Ionocytes) ในปริมาณหนาแน่น ซึ่งทำหน้าที่ขับเกลือส่วนเกินออกจากร่างกายได้อย่างรวดเร็วเมื่ออยู่ในน้ำเค็ม และสามารถดักจับเกลือไว้ได้เมื่ออยู่ในน้ำจืด ความสามารถในการเปลี่ยนโหมดการทำงานของเซลล์นี้แบบ “ฉับพลัน” ทำให้พวกมันทนความเค็มได้สูงถึง 50-70 ppt (น้ำทะเลปกติมีความเค็มประมาณ 35 ppt) การลงไปอยู่ในทะเลลึกจึงไม่ใช่ปัญหาในเรื่องของความเค็มสำหรับพวกมัน

ระดับน้ำลึก 12 เมตร จะมีแรงดันน้ำ (มากกว่าบนผิวน้ำประมาณ 2.2 เท่า ซึ่งปลาทั่วไปที่ปรับตัวไม่ทันจะเกิดปัญหาเรื่องระบบถุงลมปรับแรงดัน แต่ปลาหมอคางดำเป็นปลาในตระกูล Cichlidae ซึ่งมีถุงลมระบบปิด  ที่พัฒนามาอย่างดี พวกมันสามารถควบคุมการดูดซึมแก๊สเข้าและออกจากถุงลมผ่านระบบเส้นเลือดได้อย่างละเอียด ทำให้สามารถรักษาสมดุลการลอยตัวและทนต่อแรงดันน้ำที่เพิ่มขึ้นในระดับความลึก 12 เมตรได้อย่างสบาย โดยไม่เกิดภาวะถุงลมแตกหรือสูญเสียการทรงตัว

ยิ่งระดับน้ำลึกขึ้น ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ มักจะลดน้อยลง โดยเฉพาะในบริเวณใกล้พื้นทะเล แต่ปลาหมอคางดำมีฮีโมโกลบินในกระแสเลือดที่มีความสามารถในการจับออกซิเจนสูงมาก แม้ในสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนต่ำกว่า 1 มิลลิกรัมต่อลิตร พวกมันก็ยังสามารถดึงออกซิเจนมาใช้หล่อเลี้ยงร่างกายได้ นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมฮุบอากาศที่ผิวน้ำสะสมไว้ก่อนจะดำดิ่งลงสู่เบื้องลึก

ดังนั้นพฤติกรรมการลงไปอยู่ที่ความลึก 12 เมตร ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของความทนทานทางกายภาพ แต่ยังเป็นกลยุทธ์ในการอยู่รอด เนื่องจากปลาหมอคางดำกินอาหารได้หลากหลาย ตั้งแต่แพลงก์ตอน พืชน้ำ ซากอินทรีย์ ไปจนถึงตัวอ่อนของสัตว์น้ำ การลงสู่พื้นทะเลลึกทำให้พวกมันเข้าถึงแหล่งอาหารใหม่ๆ ที่ปลาน้ำจืดชนิดอื่นเข้าไม่ถึง และยังใช้ความลึกเป็นเกราะกำบังในการหลบหนีจากการล่าอีด้วย

การพบปลาหมอคางดำที่ความลึก 12 เมตรในน้ำทะเล เป็นข้อพิสูจน์ว่าเอเลี่ยนสปีชีส์ชนิดนี้มีศักยภาพในการปรับตัวสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ความสามารถในการทนเค็ม ทนแรงดัน และทนออกซิเจนต่ำ ทำให้ข้อจำกัดทางธรรมชาติไม่สามารถกักขังพวกมันไว้ได้อีกต่อไป  วิกฤตนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้วยหนองคลองบึง แต่กำลังลุกลามเข้าสู่ระบบนิเวศทางทะเลเปิด ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันควบคุมและกำจัดอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ความหลากหลายทางชีวภาพของทะเลไทยจะถูกทำลายจนยากจะฟื้นฟู