วันที่ 24 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยการแถลงข่าวศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า ไฟฟ้าไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ในการใช้ผลิตไฟฟ้าอย่างน้อย 56% ส่วนพลังน้ำในต่างประเทศ นำเข้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว 12% ในไทย 3% และถ่านหินลิกไนต์ 7% อื่นๆ นำเข้าถ่านหินต่างประเทศ รวมทั้งพลังงานทดแทน 10%
ขณะที่ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย 50% ตะวันตกผ่านเมียนมา 10% ก๊าซธรรมชาติ (แอลเอ็นจี) 40% ดังนั้นแอลเอ็นจีจึงมีความสำคัญต่อความมั่นคงระบบพลังงานไทย โดย กกพ.รับมอบหมายให้มากำกับจัดหาแหล่งแอลเอ็นจีให้เพียงพอ เพื่อนำมาผลิตไฟฟ้า และจัดหาทั้งสัญญาระยะสั้น ระยะยาว 70% ส่วนอีก 30% จัดหารายเที่ยว แก้ปัญหาช่วงผันผวนและให้เกิดความสมดุล ซัพพลายและดีมานด์ของประเทศ
ทั้งนี้การดูแลพูดคุยเตรียมหารือเพื่อเพิ่มเติมสปอตแอลเอ็นจีเพิ่มขึ้นล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน และทบทวนแผนแอลเอ็นจีต่อเนื่อง ตามสถานการณ์ ซึ่งก่อนเกิดเหตุความขัดแย้ง ทาง กกพ. ประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า ในการประชุมปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา กำหนดมาตรการ กำชับผู้นำเข้า ชิปเปอร์ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้แหล่งแอลเอ็นจีกระจายไปภูมิภาคอื่น อย่างออสเตรเลีย มาเลเซีย สหรัฐ แอฟริกา ทำให้ไทยสามารถจัดหาจากแหล่งอื่นเพิ่มเติมได้ โดยแอลเอ็นจีปัจจุบันมีปริมาณสูงสามารถรองรับความต้องการของประเทศได้ แต่อย่างไรก็ตามช่วงที่ผ่านมาราคาก๊าซแอลเอ็นจีผันผวนเพิ่มขึ้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ ค่าก๊าซแอลเอ็นจีตลาดสปอตมาร์เก็ตปรับตัวจาก 10 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู เป็น 25 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู หรือเพิ่ม 2.5 เท่า
“สถานการณ์ไม่ใช่ปัญหาขาดแคลน แต่ราคาปรับตัวตามกลไก ผลกระทบจากปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจเกิดการส่งก๊าซจากกาตาร์ คิดเป็นการนำเข้า 6% ของปริมาณก๊าซทั้งหมด หรือ 15% ของการนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจี ยืนยัน กกพ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบต่อระบบพลังงานไฟฟ้าไทย”



