โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เตรียมปิดฉากเส้นทางกับลิเวอร์พูลในช่วงฤดูร้อนนี้ ในฐานะหนึ่งในนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่สโมสรแห่งนี้และพรีเมียร์ลีกเคยมีมา

แม้ตัวเลขสถิติจะเป็นหลักฐานยืนยันความสำเร็จได้อย่างดี แต่ตัวตนของ “ราชาแห่งอียิปต์” ผู้นี้มีอะไรที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าตัวเลขเหล่านั้นสำหรับเหล่าสาวก “เดอะ ค็อป”

นี่คือบทอำลาของเขานับตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย

จากดีลที่เหมือนการ “โจรกรรม” สู่จุดสูงสุดของโลก

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2017 ลิเวอร์พูลคว้าตัว โมฮาเหม็ด ซาลาห์ มาจาก อาแอส โรมา ในอิตาลี ด้วยค่าตัวเพียง 34 ล้านปอนด์

หากเทียบกับสิ่งที่เขาทำให้กับสโมสรในเวลาต่อมา ว่ากันว่า ค่าตัวนี้คือ “การโจรกรรมครั้งใหญ่”

ก่อนหน้านี้ ซาลาห์ เคยล้มเหลวกับการค้าแข้งที่เชลซี โดยยิงได้เพียง 2 ประตู จากการลงสนาม 19 นัด

ความทรงจำเดียวของเขาที่แอนฟิลด์ก่อนย้ายมาร่วมทีม คือการลงเล่นให้ทีมของ โชเซ มูรินโญ ในนัดที่ ลิเวอร์พูล แพ้ เชลซี 0-2 เมื่อปี 2014

นั่นคือแมตช์ที่ สตีเวน เจอร์ราร์ด ลื่นล้มจนทำให้แชมป์พรีเมียร์ลีกของ ลิเวอร์พูล หลุดมือไปสู่อ้อมกอดของ แมนเชสเตอร์ ซิตี

นับตั้งแต่เขาย้ายมา ลิเวอร์พูล ซาลาห์ สร้างความทรงจำที่ล้ำค่ามากมาย ด้วยการช่วยทีมคว้าแชมป์ทุกรายการ

ไม่ว่าจะเป็น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก, พรีเมียร์ลีก (2 สมัย), เอฟเอ คัพ, อีเอฟแอล คัพ, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และแชมป์สโมสรโลก

มูรัต ยาคิน อดีตโค้ชของ ซาลาห์ ที่บาเซิล เคยกล่าวไว้ตั้งแต่ปี 2013 ว่า “ถ้าโมฮาเหม็ดทำประตูได้เก่งด้วย เขาคงไม่ได้อยู่ที่นี่ (บาเซิล) อีกต่อไป”

และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

เครื่องจักรทำลายสถิติ

หลังย้ายมา ลิเวอร์พูล ซาลาห์ พัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นผู้เล่นที่แทบจะสมบูรณ์แบบ

ประตูแรกของเขากับหงส์แดง เกิดขึ้นในเกมเสมอ วัตฟอร์ด 3-3 และตั้งแต่นั้นมา เขาก็ไม่เคยหยุดทำประตูได้เลย

สถิติรวมของ ซาลาห์ กับ ลิเวอร์พูล ยิงไป 255 ประตู จาก 435 นัด

รั้งอันดับ 3 ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของสโมสร ตามหลังเพียง เอียน รัช และ โรเจอร์ ฮันต์

สถิติในพรีเมียร์ลีก ลงเล่น 310 นัด ยิง 189 ประตู และทำ 92 แอสซิสต์

ซาลาห์ ยังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เมื่อมีส่วนร่วมกับประตูถึง 281 ลูก ซึ่งสูงสุดสำหรับนักเตะคนเดียวที่ทำได้กับสโมสรเดียวในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

แซงหน้า เวย์น รูนีย์ ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้สำเร็จ

สามประสานที่โลกสะพรึง

ซาลาห์ เคยเป็นส่วนหนึ่งของ 3 ประสานแนวรุก ที่อันตรายที่สุดในโลก

ร่วมกับ ซาดิโอ มาเน และ โรแบร์โต ฟีร์มิโน

เขารับบทบาทเป็นตัวรุกริมเส้นด้านขวา ขณะที่ มาเน คุมพื้นที่ทางซ้าย และ ฟีร์มิโน คอยเชื่อมเกม

แม้ ซาลาห์ และ มาเน อาจจะมีข่าวว่าไม่กินเส้นกันบ้าง แต่นั่นก็เป็นเพราะทั้งคู่ต่างมุ่งมั่นทำผลงานเพื่อทีม

และต้องยอมรับว่า เมื่ออยู่ในสนาม พวกเขาคือส่วนผสมที่ลงตัวที่สุดของเกมรุก เพราะมีทั้งทักษะ ความเร็ว ความเข้าใจ ความคม ลูกบู๊ ลูกบุ๋น อีกยังช่วยทีมวิ่งกดดันคู่แข่งในแดนหน้าได้ดี

ลิเวอร์พูล ยุคใหม่ และความท้าทายสุดท้าย

แม้ในยุคผลัดใบของสโมสร ที่ เจอร์เกน คลอปป์ เคยเรียกว่า “ลิเวอร์พูล 2.0” ซาลาห์ ก็ยังคงเป็นคนสำคัญ ที่จะตัดสินเกมได้เสมอ

เขาเคยมีปากเสียงกับ คลอปป์ รวมถึงกับ อาร์เน ชล็อต อยู่บ้างกับการเปลี่ยนแปลง แต่ความกระหายในชัยชนะ และการยิงประตูของเขาไม่เคยลดลง

ในฤดูกาลแรกของ ชล็อต กับ ลิเวอร์พูล ซาลาห์ ระเบิดฟอร์มทำถึง 34 ประตู จากการลงตัวจริง 50 นัด พาทีมคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 20 ได้อย่างสง่างาม

แต่ทุกอย่างย่อมเป็นไปตามกาลเวลา ฤดูกาลสุดท้ายของเขากับ ลิเวอร์พูล กลับเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม และน่าโศกเศร้า

โดยเฉพาะจากการสูญเสีย ดีโอโก โชตา เพื่อนร่วมทีมผู้น่ารัก ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025

ตอนนั้น ซาลาห์ ถึงกับเก็บอาการไม่อยู่ และหลั่งน้ำตาต่อหน้าแฟนบอลบนอัฒจันทร์ฝั่ง “เดอะ ค็อป” หลังทำประตูได้ในเกมพบ บอร์นมัธ และร่วมไว้อาลัยให้เพื่อนร่วมทีมผู้ล่วงลับ

บทส่งท้ายและการจากลา

ช่วงท้ายของการค้าแข้งที่แอนฟิลด์ เกิดความระหองระแหงเกิดขึ้นหลายครั้ง

ซาลาห์ เคยให้สัมภาษณ์หลังเกมเสม ลีดส์ ยูไนเต็ด ว่าเขารู้สึกเหมือน “ถูกโยนให้รับความผิดเพียงลำพัง”

ความสัมพันธ์ของเขากับ อาร์เนอ ชล็อต ก็สั่นคลอนขึ้นทุกวัน

แม้ภายหลังจะมีการปรับความเข้าใจกัน และเขายังคงได้รับความกำลังใจจากแฟนๆ อย่างท่วมท้น แต่ดูเหมือนว่า ซาลาห์ จะไม่ได้อยู่ในจุดสูงสุดอีกต่อไป

แต่ไม่ว่าจะยังไง “มรดก” ของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จะเป็นสิ่งที่คงอยู่ตลอดไป ไม่มีใครมาทำลายได้

และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จะถูกจดจำในฐานะ “ตำนานตลอดกาล” อีกคนของสโมสรอย่างแน่นอน.