เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รายงานความคืบหน้าการดำเนินคดีเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ให้รับเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากเป็นกรณีที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและอุตสาหกรรมในภาพรวมของประเทศ
ล่าสุด พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นประธานการประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จาก 9 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน กรมการค้าภายใน กรมการปกครอง กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร กรมเจ้าท่า และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เพื่อบูรณาการข้อมูลและเร่งรัดการสอบสวนคดีที่เกี่ยวข้อง
ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าคดีพิเศษรวม 8 สำนวน และสำนวนสืบสวนอีก 2 เรื่อง อาทิ กรณีไม่นำน้ำมันออกจำหน่ายในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี กรณีการปลอมปนน้ำมันในจังหวัดอ่างทอง รวมถึงคดีเกี่ยวกับการจัดทำใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เป็นไปตามระเบียบ และกรณีเรือขนส่งน้ำมันรวม 99 เที่ยว รวมถึงคลังน้ำมันในหลายจังหวัด
อธิบดี DSI ระบุว่า คดีดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้านพลังงาน จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การสืบสวนสอบสวนมีความรัดกุมและนำข้อเท็จจริงมาพิสูจน์ให้ปรากฏโดยเร็ว

ขณะเดียวกัน มีรายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาเพิ่มเติมในทั้ง 8 สำนวนคดี แต่ในส่วนของ 6 โรงกลั่นที่ถูกออกหมายเรียกให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในประเด็นการจัดทำเอกสารการขนส่งน้ำมันไม่ครบถ้วน หลังไม่เข้าพบตามหมายเรียกครั้งแรก ทำให้ต้องออกหมายเรียกครั้งที่ 2
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีโรงกลั่นรายใดเข้ารับทราบข้อกล่าวหา มีเพียงบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ที่ส่งตัวแทนเข้าพบพนักงานสอบสวน แต่ยังไม่สามารถดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาได้ เนื่องจากพนักงานสอบสวนเห็นว่าควรให้กรรมการผู้มีอำนาจเข้ารับทราบด้วยตนเอง
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า ข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวนยังคงอยู่ในประเด็นการจัดทำเอกสารการขนส่งน้ำมันไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย และยังไม่พบประเด็นความผิดเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงแต่อย่างใด โดยคดีอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลต่อไป.



