“DSI” เผย หลังขยายผลสำนวนคดี “6 โรงกลั่นยักษ์ใหญ่” ชี้ ไม่เพียงกรอกเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ครบตามประกาศกรมธุรกิจกำหนด ซึ่งมีความผิดตาม ”พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543“ แต่ยังมีพฤติการณ์ ส่อมีความผิดกักตุนน้ำมันตาม “พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542” เหตุจากค่ำคืนวันที่ 25 มี.ค.69 หลัง “กบน.“ มีมติขึ้นพรวดน้ำมันทุกชนิด 6 บาทต่อลิตร เร่งสอบเชิงลึกย้อนหลัง 7 วันก่อนหน้า “กบน.มีมติ” อาทิ แผนการผลิต-แผนการสั่งผลิต-แผนการจัดจำหน่าย-รายชื่อลูกค้า ระบุ ดีเอสไอพยายามขอข้อมูลผู้ค้าน้ำมันเฉพาะในห้วงวิกฤติแต่ถูกปฏิเสธ-ปกปิดชื่อลูกค้า จึงต้องใช้อำนาจเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน-กรมการค้าภายในดึงข้อมูล ยัน หากได้ข้อมูลครบถ้วน จ่อออกหมายเรียกพยานสอบถามข้อมูลไขข้อเท็จจริงการกักตุนน้ำมัน แย้ม ล่าสุดพบ “10 ผู้ประกอบการขาจร“ ไม่เกี่ยวข้องธุรกิจซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิง รุดซื้อน้ำมันหลายแสนลิตรในราคาแพงหูฉี่ ขณะที่ลูกค้าน้ำมันเจ้าประจำกลับถูกจำกัดโควต้า โดยผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่อ้างลูกค้าประจำว่า “ปริมาณน้ำมันขาดแคลนมีไม่เพียงพอ“ นำไปสู่เหตุสงสัยเรื่องส่วนต่างราคาการซื้อขายช่วงวิกฤติพลังงาน กอบโกยกำไร ?
สืบเนื่องจากข้อสั่งการของ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์รมว.ยุติธรรม ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มี.ค.69 ให้เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริง หาสาเหตุและป้องกันการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเด็ดขาด โดยได้มีการมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สนธิกำลังแลกเปลี่ยนข้อมูลและลงพื้นที่ขยายผลเก็บพยานหลักฐานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมธุรกิจพลังงาน กรมเจ้าท่า ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน พลังงานจังหวัด พาณิชย์จังหวัด ก่อนมีการรับเป็นคดีพิเศษรวมทั้งสิ้น 8 สำนวน ประกอบด้วย คดีพิเศษที่ 59/2569 กรณีบริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียมจำกัด จ.สุราษฎร์ธานี, คดีพิเศษที่ 66/2569 กรณีบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง คดีพิเศษที่ 80/2569-85/2569 กรณีบริษัทผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือ โรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่ง และ 2 เรื่องสืบสวน ได้แก่ เรื่องสืบสวนที่ 43/2569 กรณีบริษัทเรือที่เกี่ยวข้องกับปริมาณน้ำมัน 60 ล้านลิตร ล่องหนกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี, เรื่องสืบสวนที่ 49/2569 กรณี บริษัทนิติบุคคลแห่งหนึ่งประกอบธุรกิจให้บริการโซลูชันธุรกิจ ผลิตภัณฑ์หล่อลื่นแบบครบวงจร (One-Stop Solution Provider) ซึ่งมีผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ 4 ราย ดำเนินการขอเช่าเก็บคลังน้ำมัน เพื่อตรวจสอบบริษัทคลังน้ำมันและศูนย์กระจายน้ำมันต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย กรณีหากพบการกระทำผิดให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษออกหมายเรียกผู้ต้องหารับทราบข้อกล่าวหา โดยล่าสุดดีเอสไอได้มีการดำเนินคดีไปแล้ว 7 สำนวน คือ 1.คดีพิเศษที่ 59/2569 บริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียมจำกัด จ.สุราษฎร์ธานี ในความผิดเกี่ยวกับการไม่นำน้ำมันเชื้อเพลิงออกจำหน่าย 2.คดีพิเศษที่ 66/2569 บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ในความผิดเกี่ยวกับการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง และ 3.คดีพิเศษที่ 80/2569 – คดีพิเศษที่ 85/2569 กรณีผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือ 6 โรงกลั่นของไทย ในความผิดเกี่ยวกับการจัดทำใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เป็นไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม สถานะหมายเรียกครั้งที่ 1 ไม่ปรากฏว่าผู้ต้องหาของทั้ง 6 โรงกลั่น เดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จึงได้มีการออกหมายเรียกครั้งที่ 2 แก่กรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทฯ โดยกำหนดให้ทั้งหมดเดินทางเข้าพบและรับทราบข้อกล่าวหาภายในสิ้นเดือน มิ.ย.69 ในความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 กรณีใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง 166 ฉบับ ไม่มีการกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน 8 ข้อสำคัญ ตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ตามที่มีการรายงานข่าวไปอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. “ทีมข่าวอาชญากรรมเดลินิวส์” ได้รับรายงานเชิงลึกจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ว่า คณะพนักงานสอบสวนได้กำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือ 6 โรงกลั่นของไทย ที่ถูกดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหา ให้เดินทางเข้าพบและรับทราบข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริง เพื่อชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา เนื่องจากพบการกระทำความผิดนอกเหนือจากฐานความผิดตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 กรณีใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง 166 ฉบับ ไม่มีการกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน 8 ข้อสำคัญ ตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 แล้วนั้น ก็คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายของกรมการค้าภายใน มาตรา 30 “ห้ามมิให้บุคคลใดกักตุนสินค้าควบคุม โดยมีสินค้าควบคุมไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่กำหนดไว้ในประกาศของคณะกรรมการตามมาตรา 25 (12) หรือเก็บสินค้าควบคุมไว้ ณ สถานที่อื่นนอกจากสถานที่เก็บตามที่ได้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 25 (5) หรือไม่นำสินค้าควบคุมที่มีไว้เพื่อจำหน่ายออกจำหน่าย หรือเสนอขายตามปกติ หรือปฏิเสธการจำหน่าย หรือประวิงการจำหน่ายหรือการส่งมอบสินค้าควบคุม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร“ เนื่องจากย้อนไปเมื่อคืนวันที่ 25 มี.ค.69 พบว่าน้ำมันของทุกโรงกลั่นมีปริมาณน้ำมันอยู่เกินกว่าปริมาณที่ควรสำรองไว้ ซึ่งหลักสำคัญของการพิสูจน์ข้อเท็จจริง คือ คณะพนักงานสอบสวนต้องดูว่าในห้วง 7 วันก่อนวันที่ 25 มี.ค.69 ที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดปรับเพิ่มขึ้น 6 บาทต่อลิตร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.69 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไปนั้น มีปริมาณน้ำมันในสต็อกจำนวนเท่าใด โดยจะโดยจะอิงจากปริมาณรับเข้า (Input) ขณะเดียวกันก็ต้องนำไปเปรียบเทียบกับยอดการสั่งซื้อของลูกค้าว่ามีตัวเลขที่สอดคล้องกันมากน้อยเพียงใด เพราะถ้าหากมียอดตัวเลขการสั่งซื้อของลูกค้าจริง แต่โรงกลั่นมีการจำกัดไม่ขายออก หรือขายแต่อ้างจำกัดโควต้า ยกตัวอย่างเช่น บางรายเป็นลูกค้าประจำ สั่งซื้อครั้งละ 50,000 ลิตร แต่กลับมีการขายออกเพียง 10,000 ลิตร แบบนี้คือการจำกัดโควต้าการขาย แต่ถ้าหากเป็นกรณีปฏิเสธการจำหน่ายต่อลูกค้าประจำทั้งที่มีปริมาณน้ำมันอยู่แล้ว แต่กลับนำน้ำมันไปขายแก่ลูกค้าขาจรแทน ทั้งยังเป็นการขายในราคาที่สูงกว่าปกติ เช่น ลูกค้าประจำอาจซื้อลิตรละ 30 บาท แต่ขายลูกค้าขาจรลิตรละ 35-36 บาท เป็นต้น เช่นนี้ก็จะย้อนแย้งว่าตัวผู้ค้าเองมีปริมาณน้ำมันอยู่ในสต็อก แต่ไม่ปล่อยขายออกเต็มที่ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ไปขายลูกค้าขาจรในราคาสูง และพอถึงวันที่ 26 มี.ค.69 น้ำมันก็ถูกปล่อยจำหน่ายออกไปได้ปกติ ซึ่งเรื่องนี้อยู่ระหว่างการขยายผลอย่างเข้มข้น
รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่า การแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 กรณีใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง 166 ฉบับ ไม่มีการกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน 8 ข้อสำคัญ ต่อนิติบุคคลทั้ง 6 ราย (โรงกลั่น) นั้น คนที่จะต้องรับทราบข้อกล่าวหากับคณะพนักงานสอบสวน จะต้องเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามในการบริหารกิจการเท่านั้น ซึ่งการมารับทราบข้อกล่าวหา จะมาใน 2 สถานะ คือ 1.ในฐานะนิติบุคคล และ 2.ในฐานะส่วนตัว ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาให้แล้วเสร็จต่อทั้ง 6 โรงกลั่น ภายในสิ้นเดือน มิ.ย.69 อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องการกรอกข้อมูลเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ครบตามที่กฎหมายของกรมธุรกิจพลังงานกำหนด มันยังมีประเด็นในเรื่องการตกแต่งข้อมูลจากต้นทางและปลายทางอีกด้วย ยกตัวอย่าง ปกติแล้วใบกำกับการขนส่งก็ต้องไปกับพาหนะที่ขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่ว่าจะเป็นทางรถ หรือทางเรือ หรือทางรถไฟ เป็นต้น ซึ่งต้นทางและปลายทางถือเป็นเอกสารสำคัญมากกว่า เรียกว่า “เอกสาร นม.9” ซึ่งถูกกำกับดูแลโดยกรมสรรพสามิตที่เป็นต้นทาง และปลายทาง ผนวกกับใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ดังนั้น 3 ฉบับนี้ข้อมูลจะต้องเป็นชุดเดียวกัน ซึ่งที่ได้สืบสวนสอบสวนก่อนหน้านี้ ก็พบตัวเลขที่แตกต่างกัน อย่างในกรณีในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบน้ำมันออกจากต้นทาง 3,000,000 ลิตร แต่เมื่อไปถึงปลายทางกลับเหลือเพียง 2,500,000 – 2,800,000 ลิตร ซึ่งก็มีการอ้างเรื่องน้ำมันระเหย อ้างเรื่องอุณหภูมิความร้อน เป็นต้น ซึ่งก็ล้วนมีค่าส่วนต่างอยู่ไม่เกิน 5% ฉะนั้น หากจะมองเรื่องเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ก็ต้องดูทั้ง 3 ฉบับประกอบกัน จะดูเพียงแค่เอกสารใบกำกับการขนส่งอย่างเดียวไม่ได้ จึงเป็นเหตุที่ทำให้ชุดสุดซอยได้รวบรวมเอาเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่กรอกข้อมูลไม่ครบ กว่า 166 ฉบับ มามอบให้ดีเอสไอใช้ขยายผล
รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยต่อว่า สำหรับการตรวจสอบขยายผลว่าโรงกลั่นมีการกักตุนน้ำมันจริงหรือไม่ ต้องอธิบายว่า ปกติแล้วโรงกลั่นไม่ได้มีสต็อกเก็บไว้กับตัวเอง แต่โรงกลั่นมีหน้าที่กลั่นน้ำมันเสร็จเพื่อเก็บไว้ในแทงค์ก่อนส่งออกไปยังคลังน้ำมัน จ๊อบเบอร์ สถานีให้บริการน้ำมัน ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้ว ส่วนใหญ่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ก็ล้วนมีคลังน้ำมันเป็นของตัวเอง หากกล่าวตามประสาชาวบ้าน คือ “กลั่นน้ำมันเสร็จแล้วก็เก็บไว้ในบ้านตัวเอง” ฉะนั้น ในขั้นตอนของการเก็บไว้ในคลังนี้เอง จึงจะเป็นคำตอบว่ามีการกักตุนน้ำมันหรือไม่ ซึ่งมันสามารถตรวจสอบเปรียบเทียบได้กับแผนการผลิต แผนการสั่งผลิต และแผนการจำหน่าย โดยแผนการผลิตในที่นี้ก็คือน้ำมันดิบ มันก็ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า โรงกลั่นแห่งนั้น ๆ ได้นำเข้าน้ำมันดิบในปริมาณเท่าใด จึงจะสร้างการผลิตน้ำมันได้ โดยหากบอกว่าฤดูกาลนี้ต้องใช้น้ำมันปริมาณมาก แผนการผลิตก็จะต้องมากขึ้นตามไปด้วย แต่ถ้าเป็นฤดูกาลที่คนไม่ค่อยใช้น้ำมัน ปริมาณการสั่งเข้าน้ำมันดิบก็จะน้อยลงตามไป จากนั้นเราก็นำไปดูต่อในเรื่องของกระบวนการผลิต หรือการกลั่นน้ำมัน ว่าการกลั่นน้ำมันดิบในจำนวนครั้งนั้น ๆ เมื่อกลั่นเสร็จสิ้น มันสามารถไปเป็นน้ำมันได้กี่ตัว อะไรบ้าง ซึ่งมันสามารถแยกไปเป็นสารผลิตภัณฑ์น้ำมันได้หลายรายการ และเมื่อออกเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันดังกล่าวมาแล้ว เหล่าบริษัทน้ำมันเจ้าใหญ่ ๆ ก็จะซื้อแล้วเอาไปเก็บไว้ ซึ่งมันก็จะนำไปสู่แผนการจำหน่าย เพราะการจะเอาน้ำมันที่เก็บไว้ไปจำหน่าย มันไม่ใช่ว่าจะขายให้ลูกค้ารายใดก็ได้ ซึ่งเดิมทีแล้วก็มีลูกค้าประจำที่มากเพียงพออยู่แล้ว แต่ในข้อเท็จจริง คือ เราพบข้อมูลของลูกค้าขาจรเเทรกมาด้วย ดังนั้น ในห้วงเวลาของภาวะวิกฤติ การที่ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ๆ เหล่านี้ จะจำหน่ายน้ำมันแก่ผู้ค้าขาจรมากกว่ามันก็ย่อมเป็นข้อสังเกต ว่าเหตุใดลูกค้าประจำถึงโดนจำกัดโควต้าขึ้นมา หรืออาจเป็นเพราะเงื่อนไขสำคัญอย่างกลไกราคาหรือไม่ เพราะในทางเชิงธุรกิจ ผู้ค้าย่อมต้องการกำไร
รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยด้วยว่า ในการทำธุรกิจ แผนการจำหน่ายย่อมมีวงรอบอยู่แล้ว เพราะแผนการจำหน่ายมันต้องสอดคล้องกับแผนการผลิต มิเช่นนั้น แผนการผลิตอาจชะงักได้ หากแผนการจำหน่ายมีมากกว่า นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่คณะพนักงานสอบสวนได้ขอข้อมูลจากผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาโดยตลอด แต่ก็ถูกปฏิเสธการให้ข้อมูล และถูกปกปิดข้อมูลชื่อลูกค้าทั้งหมดอีกด้วย ซึ่งพนักงานสอบสวนต้องตรวจสอบเพื่อให้ความเป็นธรรม โดยย้อนตั้งแต่แผนการผลิตก่อนหน้า 7 วัน ที่จะมีมติของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันทุกชนิด 6 บาทต่อลิตร ว่าผู้ค้าน้ำมันมีความประสงค์จะจำหน่ายน้ำมันให้แก่ใครบ้าง ขายเมื่อใด เป็นลูกค้ารายใดบ้าง ปริมาณรายละกี่ลิตร เพื่อตรวจสอบว่าเหตุใดจึงมีลูกค้าขาจรมาขอซื้อน้ำมันมากกว่าลูกค้ารายประจำ โดยล่าสุดได้มีการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน และกรมการค้าภายใน เพื่อขอข้อมูล อาทิ แผนการจำหน่ายและรายชื่อคู่ค้า เฉพาะในห้วงเวลาที่เกิดสถานการณ์วิกฤติพลังงานมาตรวจสอบ ซึ่งหากได้ข้อมูลทั้งหมดมาแล้วเมื่อใด ก็จะได้มีการออกหมายเรียกพยาน เพื่อขอให้เข้าให้ข้อมูลต่อไป เพราะในหลักฐานการสืบสวนสอบสวนระหว่างนี้ กลับพบว่าลูกค้าขาจรไม่ได้มีความประสงค์ต้องใช้ปริมาณน้ำมันจำนวนมากขนาดนั้น เช่น ธุรกิจรายใหญ่เเห่งหนึ่ง ไม่ได้มีเหตุที่จะต้องใช้น้ำมันมากขนาดนั้น แต่กลับได้ซื้อน้ำมันไป โดยซื้อในราคาที่แพงกว่าราคาปกติ จึงต้องขยายผลดูว่านำไปใช้เพื่อการใด เพราะบางครั้งมันอาจไปเกี่ยวข้องกับพาหนะบางอย่างที่ใช้สับเปลี่ยนเพื่อปิดบังอำพรางเพื่อฝากเก็บน้ำมันยังสถานที่นั้น ๆ หรือไม่ ซึ่งมันก็ใช้ขยายผลในเรื่องของการสมคบกันกักตุนน้ำมัน หรือร่วมกันสร้างความต้องการน้ำมันเทียมได้ด้วย โดยเบื้องต้นพบผู้ประกอบการกว่า 10 ราย ที่มีพฤติการณ์เป็นลูกค้าขาจร ไปขอซื้อน้ำมันจากบริษัทน้ำมันรายใหญ่ในช่วงเดือน มี.ค.69 ด้วยปริมาณน้ำมันเฉลี่ย 200,000-400,000 ลิตร มากกว่า 1-2 เที่ยวในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์ที่น่าสนใจ เพราะในเมื่อผู้ค้าน้ำมันอ้างว่าขาดปริมาณน้ำมัน หรือปริมาณน้ำมันในสต็อกเหลือน้อย แต่เหตุใดธุรกิจเหล่านี้จึงสามารถซื้อน้ำมันในปริมาณสูงได้ขนาดนี้ ซึ่งทุกอย่างสามารถดูประกอบกับแผนการจำหน่ายได้ หากเป็นข้อเท็จจริงก็ถือเป็นการปฏิเสธการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งมีความผิด เพราะข้อเท็จจริงก็มีเพียงเรื่องส่วนต่างราคาที่สามารถบ่งชี้การเลือกจำหน่ายของผู้ค้าน้ำมันได้
รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ปิดท้ายว่า ระหว่างที่รอเอกสารข้อมูลจากผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ต่าง ๆ เราก็ได้มีการขยายผลเรื่องสืบสวนอีกหนึ่งสำนวนคดี คือ เรื่องสืบสวนที่ 49/2569 โดยจะดูในเรื่องของบริษัทนิติบุคคลแห่งหนึ่งที่ประกอบธุรกิจให้บริการโซลูชันธุรกิจ ผลิตภัณฑ์หล่อลื่นแบบครบวงจร (One-Stop Solution Provider) โดยเป็นสถานที่ให้เก็บ ให้เช่าคลังน้ำมัน ซึ่งภายใต้บริษัทแห่งนี้ได้มีบริษัทน้ำมันรายใหญ่อยู่ 4 ราย ซึ่งทางบริษัทนิติบุคคล จะดำเนินการก็ต่อเมื่อน้ำมันของทั้ง 4 รายมีความเคลื่อนไหว เช่น มีการเข้าเก็บน้ำมัน บริษัทก็จะได้เก็บค่าเช่า หรือถ้ามีการปล่อยออกน้ำมัน บริษัทก็จะเก็บเป็นค่า Transaction จึงทำให้บริษัทนิติบุคคลแห่งนี้จะมีข้อมูลที่ครบถ้วนของบริษัทน้ำมัน 4 รายใหญ่ดังกล่าว เพื่อให้คณะพนักสอบสวนได้ใช้ขยายผลตรวจสอบคู่ขนานกับกรณีของ 6 โรงกลั่น.



