เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่รัฐสภา นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงประเด็นทุนจีน พ่อทิพย์ ขบวนการสัญชาติไทยโดยคนจีน ว่า เป็นอีกเรื่องที่ตนเคยพูดและเปิดเผยถึงความเน่าเฟะของระบบราชการไทย และระบบสาธารณสุขไทย รวมถึงกระบวนการได้มาซึ่งสัญชาติ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เพราะขณะนี้มีการดำเนินคดีกวาดล้างกลุ่มขบวนการพ่อทิพย์ จากการขยายผลโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีการจับกุมมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาท มีการขยายเส้นเงินไปถึงครอบครัวของผู้ต้องหา โดยเงินไปเข้าบัญชีของภรรยา แต่ปรากฏว่าภรรยามีลูก 3 คน ที่มีสัญชาติไทย แต่ที่ตนมีข้อมูล เป็นอีกขบวนการหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะคล้ายกัน ที่ผ่านมาตนได้นำเสนอรายละเอียดไปแล้ว และได้ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบไปแล้ว

นายปิยรัฐ กล่าวว่า ความคืบหน้าของคดีนี้ ได้มีสื่อบางสำนักระบุชื่อโรงพยาบาลแล้ว เพิ่มขึ้นจาก 5 แห่ง เป็น 6 แห่ง โดยแห่งที่ 6 เป็นโรงพยาบาลเอกชนย่านพระราม 9 โดยมีรายละเอียดอยู่ในใบสูติบัตร ที่ตนได้มาจากเจ้าหน้าที่ที่เจตนาดี เพื่อไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งในสูติบัตรฉบับนี้ ระบุชื่อเด็กหญิง … นามสกุล “ถัง” และชื่อมารดา … นามสกุล “ถัง” ซึ่งเป็นคนจีนมาคลอดในไทยและแจ้งว่ามีพ่อชื่อนาย ป. (นามสมมุติ) อายุ 22 ปี ส่วนแม่อายุ 36 ปี เมื่อเดือน ก.ค. ปี 2566 โดยเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเป็นคนแจ้งเกิดให้ ตนไม่ทราบว่าเป็นบริการแพ็กเกจเหมาๆ ของโรงพยาบาลนี้หรือไม่ ว่าเมื่อเกิดแล้วเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจะเป็นธุระจัดหาและไปแจ้งเกิดให้ที่สำนักงานเขต ตนก็เพิ่งเคยเจอเช่นนี้เหมือนกัน

นายปิยรัฐ กล่าวต่อว่า หนังสือที่นำไปแจ้ง เพื่อขอสูติบัตรให้กับเด็กหญิง … ถัง คนนี้ ไม่มีแม้กระทั่งหนังสือรับรองการเกิด ใบแจ้งเกิด แต่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานทะเบียนของสำนักงานเขต กลับลงลายมือชื่อรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ทั้งที่มีช่องให้ลงรายชื่อ 2 แห่ง คือเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและเจ้าหน้าที่นายทะเบียน แต่เจ้าหน้าที่เขตกลับลงลายมือชื่อตัวเองทั้ง 2 แห่ง แปลว่าเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวรับผิดชอบเองทั้งหมด ซึ่งทำให้เด็กหญิง … ถัง คนนี้มีสัญชาติไทย และหากยังอยู่ในประเทศไทยในขณะนี้ก็อายุ 2 ขวบแล้ว แม้มารดาจะเป็นคนจีน โดยสายเลือด แม้พ่อเป็นคนไทยก็จริง แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นการรับสมอ้าง รับจ้างมา เนื่องจากข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ตนมา พ่อคนดังกล่าวมีประวัติอาชญากรรมเยอะ และขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังติดตามตัวมาดำเนินคดี

นายปิยรัฐ กล่าวว่า จึงอยากฝากประชาชน 3 เรื่องคือ 1. เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2566 ไม่แน่ใจว่าก่อนหน้านี้จะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นหรือไม่ แต่แปลได้ว่า มีขบวนการรับจ้างแบบนี้ต่อเนื่องกันมาหลายปี โดยรวมหัวกับเจ้าหน้าที่รัฐและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชน คดีผ่านมาจนถึงวันนี้ ผ่านรัฐมนตรีหลายคน แต่ที่แน่ๆ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ในฐานะ รมว.มหาดไทย ที่ดูแลกรมการปกครอง ดูเรื่องทะเบียนราษฎรทั้งหมด ต้องถามนายอนุทินว่ามีการตั้งกรรมการสอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้วหรือไม่ เพราะยังไม่เห็นกระบวนการสอบการอนุมัติทะเบียนราษฎรเลย 2. กรณีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีคดีแบบนี้เกิดขึ้นในพื้นที่ ต้องรับผิดชอบเช่นเดียวกัน มีการตั้งคณะกรรมการสอบหน่วยงาน กำกับแล้วหรือไม่ และ 3. ขณะนี้ทราบว่า คุณแม่ชาวจีนที่มีลูกชาติไทยเหล่านี้ เริ่มไหวตัวทัน เริ่มไปขอทำพาสปอร์ต เพื่อนำลูกออกไปต่างประเทศพร้อมกัน เป็นการเตรียมหลบหนี ฉะนั้น นายกฯ ได้สั่งการให้หน่วยงานในกระทรวงการต่างประเทศระงับการออกหนังสือเดินทางแล้วหรือไม่ หรือปล่อยช่องว่างในเวลานี้ให้เขาออกพาสปอร์ตได้ เพราะเด็กเหล่านี้สามารถขอพาสปอร์ตได้เนื่องจากมีสัญชาติไทย ถ้ามีการออกนอกประเทศได้ ใครจะรับผิดชอบ

“ทั้งหมดที่พูดมานี้ ไม่ได้หมายถึงว่าเด็กเหล่านั้นเป็นผู้กระทำความผิด เพราะเด็กเลือกเกิดไม่ได้ และเลือกที่จะรับผิดชอบกับพ่อแม่ที่กระทำแบบนี้ไม่ได้  รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไปกับเด็กเหล่านี้ เมื่อถอนสัญชาติเขาแล้ว เขายังมีสัญชาติจีนหรือไม่ และยังจะให้พำนักอยู่ในประเทศไทยหรือผลักดันออกนอกประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีสัญญาณออกมาจากรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไร” นายปิยรัฐ กล่าว

ด้านนายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน กล่าวว่า กรณีออกบัตรประชาชนให้กับหมายเลข 8 ให้กับต่างด้าวมาประกอบธุรกิจในจังหวัดภูเก็ต หลายสัปดาห์ที่ผ่านมามีการกวาดล้างนอมินี ซึ่งตนได้ตรวจพบว่าคนจีนคนหนึ่งได้โอนมาเป็นสัญชาติไทย และมีบัตรประชาชนหมายเลข 8 เมื่อไปสืบค้นพบว่ามารดาผู้รับรองบุตร สามารถรับรองบุตรได้หลายคน ส่วนบิดามีสถานะทางทะเบียนราษฎรไม่ชัดเจน ซึ่งพฤติกรรมของนาย ว. คนนี้ ที่เป็นนอมินี เป็นหุ้นส่วนของบริษัทในจังหวัดภูเก็ตถึง 5 บริษัท และมีพฤติกรรมเรียกเคลียร์ค่านายหน้าอสังหาริมทรัพย์กับชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีน รวมถึงการชวนกลุ่มพี่น้องชาวจีนเข้าไปทำบัตรประชาชนหรือโอนสัญชาติ โดยมีมูลค่าบัตรใบละ 1 ล้านบาท ซึ่งตนได้ยื่นเรื่องพฤติกรรมอำพรางให้กับพาณิชย์จังหวัด ตรวจสอบนาย ว. ว่ามีลักษณะเป็นนอมินีหรือไม่ รวมถึงได้ยื่นศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดภูเก็ต ให้ตรวจสอบเรื่องทะเบียนราษฎรของนาย ว. ว่ามีการขออนุญาตบัตรประชาชนโดยถูกต้องหรือไม่ เพราะสถานะการขออนุญาตบัตรขณะนั้นอยู่ภาคเหนือ แต่ย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่จังหวัดภูเก็ต

นายเฉลิมพงศ์ กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ตมีปัญหามากมาย นายอนุทิน ควรหาข้อเท็จจริงเพื่อคลี่คลายให้กับพี่น้องประชาชนและสังคม ถึงได้รับทราบถึงการทุจริต การออกบัตรโดยมิชอบหรือไม่.