คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ออกจดหมายเปิดผนึกถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ใช้โอกาสในการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 16–20 กรกฎาคมนี้ นำปัญหามลพิษข้ามพรมแดนและผลกระทบจากกลุ่มทุนจีนเข้าสู่โต๊ะเจรจากับผู้นำระดับสูงของจีน เพื่อปกป้องผลประโยชน์และสุขภาวะของประชาชนไทยที่กำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมขั้นรุนแรง

แถลงการณ์ระบุว่า ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งเกี่ยวกับธุรกิจ “จีนเทา” ทั้งในรูปแบบมาเฟียและนอมินีที่ทำลายระบบเศรษฐกิจ SME รัฐบาลไทยและจีนกลับยังคงเร่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยมองข้ามผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองแร่ของนักลงทุนจีนในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งส่งผลให้แม่น้ำสายหลัก เช่น แม่น้ำกก สาย รวก และโขง ปนเปื้อนสารพิษร้ายแรง อาทิ สารหนู ตะกั่ว และแมงกานีส เกินมาตรฐาน โดยเฉพาะตะกอนดินในแม่น้ำโขงพบสารหนูสูงกว่าค่าความปลอดภัยถึง 30 เท่า ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ร้อยละ 70 ไม่สามารถใช้น้ำดำรงชีวิตได้ และมีภาระค่าใช้จ่ายซื้อน้ำสะอาดเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2,600 บาทต่อเดือน

กป.อพช. ชี้แจงว่า ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญแห่งสหประชาชาติระบุชื่อบริษัททุนจีน อาทิ China Investment Mining Company ซึ่งเชื่อมโยงกับ Xiamen Tungsten Corporation และ Chifeng Gold เป็นผู้ดำเนินการสกัดแร่เพื่อป้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและกังหันลมของจีน โดยใช้ประเทศไทยเป็นรัฐทางผ่านในการขนส่งแร่ ทางกลุ่มจึงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจควบคุมจุดผ่านแดนสั่งยกเลิกการนำเข้าแร่ทั้งหมดจากเมียนมาตามแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) ที่รัฐบาลประกาศไว้

นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังสะท้อนความล้มเหลวของกลไกทวิภาคี เนื่องจากทางการเมียนมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด ขณะที่คณะทำงานร่วมไทย-เมียนมา ที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2568 ยังไม่มีแผนงานที่เป็นรูปธรรม จึงถึงเวลาที่นายอนุทินต้องหยิบยกปัญหานี้เข้าหารือโดยตรงกับ นายสี จิ้นผิง ผู้นำสูงสุดของจีน เพื่อให้แสดงความรับผิดชอบต่อการดำเนินธุรกิจที่สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหาร ซึ่งถือเป็นภัยความมั่นคงร้ายแรงขั้นสุดของประเทศไทย และขอให้รัฐบาลประกาศยกระดับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนนี้เป็นนโยบายระดับชาติต่อไป