เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 25 มี.ค. ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี กล่าวถึงข้อเสนอไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรในการยกเลิกสิทธิประโยชน์ที่มากเกินความจำเป็นของ สส. และ สว. ว่า วันนี้สะท้อนให้เห็น สส. ทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล ให้ความร่วมมือต่อกระแสการเรียกร้องของประชาชน ถือเป็นสัญญาณที่ดี เป็นแนวโน้มในการยกเลิกอาหารกลางวัน สส. เพราะอย่างน้อยจะประหยัดงบประมาณของชาติ ประมาณ 72 ล้านบาทต่อปี และเมื่อเริ่มต้นจาก สส. แล้ว ฝากไปถึง สว. ที่ถือเป็นตัวแทนของประชาชนเช่นเดียวกัน ควรจะร่วมมือกันในการสร้างศรัทธาให้ประชาชน

นพ.วรงค์ กล่าวว่า นอกจากนี้การยกเลิกผู้ช่วย สส. ที่มีผู้ช่วยมากถึง 8 คน เงินเดือนคนละ 15,000 บาท อีกคน เงินเดือน 24,000 บาท การมีตำแหน่งผู้ช่วย และผู้เชี่ยวชาญรวมกันมากถึง 8 คน สะท้อนถึงการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อเป็นสิทธิประโยชน์ให้กับ สส. และ สว. มากเกินความจำเป็น ดังนั้นจึงยืนยันที่จะเรียกร้อง ทั้ง สส. และ สว. ลดผู้ช่วยของตนเองให้เหลือ 3 คน หากเราสามารถลดจำนวนผู้ช่วยได้ สส. จะประหยัดงบประมาณได้มากถึงปีละ 540 ล้านบาท 

ถ้าหนึ่งสมัยประชุมก็สามารถประหยัดงบประมาณไป 2,060 ล้านบาท หาก สว. ให้ความร่วมมือด้วย เท่ากับว่า 1 ปี เราจะสามารถประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้มากถึง 3,000 ล้านบาท นี่คือสิ่งที่เรียกร้องให้ตัวแทนปวงชนในภาวะที่ข้าวยากหมากแพง น้ำมันแพง ประเทศชาติต้องประหยัด และเราต้องร่วมมือกันในการตอบสนองความต้องการของประชาชน ซึ่งขณะนี้ตนตั้งผู้ช่วย สส. เพียงแค่ 3 คน พร้อมฉีกเอกสารที่สภาให้กรอกข้อมูลผู้ช่วย สส. อีก 5 ฉบับทิ้ง เพื่อเป็นการสื่อสารว่ามีผู้ช่วย สส. เพียงแค่ 3 คน ก็ทำงานได้มีประสิทธิภาพเช่นกัน 

“ต้องการสื่อสารไปยัง สส. และ สว. ว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน และเรียกศรัทธาจากประชาชน ให้ประชาชนเห็นว่าวันนี้การเมืองใหม่จริงๆ” นพ.วรงค์  กล่าว 

ทั้งนี้ นพ.วรงค์ กล่าวถึงการจัดตั้งกองทุนเพื่อดูแลอดีตสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นเงินสมทบที่ สส. และ สว. ต้องส่ง 3,500 บาทต่อเดือน แต่มีสิทธิประโยชน์มากมาย ซึ่งตนกังวลในประเด็นของเรื่องเงินบำนาญที่ต้องใช้ภาษีประชาชนเข้ามาช่วยอุดหนุน แต่ไม่ได้ใช้คำว่าบำนาญ ใช้คำว่าเงินทุนเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นรูปแบบการจ่ายแบบเดียวกับบำนาญ และจำนวนเงินที่ได้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากอายุการปฏิบัติหน้าที่ จึงควรยกเลิกเพราะเป็นภาระภาษีประชาชน