เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาญัตติด่วนที่พรรคการเมืองรวม 6 พรรคเสนอ เพื่อให้สภาพิจารณาถึงปัญหาวิกฤติพลังงานและผลกระทบต่อประชาชน โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างเผ็ดร้อน สส. หลายพรรคสะท้อนเสียงเดือดร้อนจากพื้นที่ โดยเฉพาะพรรคกล้าธรรมที่ลุกขึ้นอภิปรายอย่างดุดัน
นายสัญญา นิลสุพรรณ สส.นครสวรรค์ พรรคกล้าธรรม เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา โดยระบุว่า วิกฤติน้ำมันไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เริ่มส่งสัญญาณมาตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. มีประชาชนในพื้นที่เข้ามาร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรม เช่น อ.ชุมแสงง อ.บรรพตพิสัย และ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต แต่กลับต้องเผชิญปัญหาน้ำมันขาดแคลน น้ำมันไม่ได้ขาด แต่หายไปจากระบบ จากข้อมูลในพื้นที่ พบว่าน้ำมันไม่ถึงสถานีบริการจริง ทั้งที่รัฐบาลยืนยันว่ามีน้ำมันสำรองเพียงพอ สะท้อนความผิดปกติในกระบวนการกระจายสินค้า พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีบุคคลบางกลุ่มในระบบที่สับรางทำให้น้ำมันไหลไปอีกช่องทางหนึ่ง
“มีคนเสนอขายน้ำมันนอกระบบให้ผมในราคาลิตรละ 40-42 บาท ถามว่ามันมาจากไหน ถ้าไม่ใช่จากระบบเดียวกัน นี่คือสิ่งที่น่ากังวล และไม่ใช่คนนอกแน่นอน วิกฤติที่เกิดขึ้นยังสะท้อนปัญหาที่ซ้ำเติมเกษตรกรอย่างหนัก โดยเฉพาะกรณีรถเกี่ยวข้าวที่ไม่สามารถซื้อน้ำมันในปริมาณมากได้ ทำให้โยนภาระให้เกษตรกรต้องไปจัดหาน้ำมันเอง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงทันที หากต้องซื้อน้ำมันในราคาตลาดมืดถึงลิตรละ 40 บาทขึ้นไป เงินหลักพันหลักหมื่นมีผลกับชีวิตเกษตรกรอย่างมาก วันนี้เขาแทบจะไปต่อไม่ไหวแล้ว ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลตั้งศูนย์ข้อมูลแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อรวมข้อมูลทุกหน่วยงาน และติดตามเส้นทางน้ำมันอย่างโปร่งใส” นายสัญญา กล่าว

ด้านนายภาคภูมิ บูลย์ประมุข สส.ตาก พรรคกล้าธรรม อภิปรายเสริมว่า วิกฤติน้ำมันในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะ จ.ตาก รุนแรงอย่างมาก ประชาชนต้องต่อคิวยาวหลายกิโลเมตรเพื่อรอซื้อน้ำมัน บางแห่งต้องถือแกลลอนรอเป็นเวลาหลายชั่วโมง ผมกลับบ้านไปแค่สัปดาห์เดียว ประเทศเหมือนเปลี่ยนไปแล้ว ต่อคิวยาว 2-3 กิโลเมตร คนหิ้วถังน้ำมันกันเต็มถนน ปัญหาในพื้นที่ชายแดนมีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากมีการลักลอบนำน้ำมันข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งในรูปแบบถูกและผิดกฎหมาย ทำให้ปริมาณน้ำมันในประเทศยิ่งตึงตัว นอกจากนี้ ยังสะท้อนความเดือดร้อนของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง ซึ่งขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน ไม่มีสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ ต้องลงจากดอยเพื่อมาซื้อและขนกลับไปกักตุน ส่งผลให้เสียเวลาและเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายอย่างมาก
นายภาคภูมิ ยังตั้งคำถามถึงนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะแนวคิดการปล่อยลอยตัวราคาน้ำมัน ซึ่งอาจทำให้ราคาพุ่งสูงถึงลิตรละ 50 บาท และจะกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังต้นทุนการผลิต ทั้งปุ๋ย ยา และสินค้าเกษตร วันนี้ถ้ารัฐยังแก้ไม่ตรงจุด วิกฤติจะกลับมาอีกแน่นอน และอาจรุนแรงกว่าเดิม ความเดือดร้อนของประชาชนกำลังสะสม และอาจกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองในอนาคต
“ท่านนายกฯ ต้องรีบแก้วิกฤตินี้ให้จบ ถ้าไม่จบมันก็จะเป็นปัญหาในอนาคตอีกต่อไป นายกฯ เคยพูดว่า พอแล้ว พอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว วันนี้ก็กลัวท่านจะเสียคำพูด ผมกลัวชาวบ้านจะบอกว่า พอแล้ว พอแล้ว จะอดตายกันหมดแล้ว” นายภาคภูมิ กล่าว.



