เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 25 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้หารือถึงแนวทางการหาวิกฤติน้ำมันในเวลานี้

โดยขอย้ำว่า นายกรัฐมนตรี ตนเอง และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนไม่ได้นิ่งดูดาย ไม่ได้นั่งเฉย ไม่ได้นิ่งนอนใจ กำลังหาทางออกทุกวิถีทาง กำลังลงละเอียดทุกไอเทม น้ำมันทุกลิตรทั้ง 6 โรงกลั่นเมื่อออกมาแล้วไปไหนบ้าง รวมทั้งได้หารือกับผู้ประกอบการทุกรายที่ต้องขอแท็กจีพีเอส โดยกรมการขนส่งทางบก มีมอนิเตอร์ดูการเดินทางรถวิ่งออกนอกเส้นทางหรือไม่ ใช้ความเร็วเท่าไร

ดังนั้น กระบวนการต่างๆ กำลังพิสูจน์ ที่บอกว่าลักลอบ จริงหรือไม่ กักตุนหรือไม่ กักตุนโดยใคร แต่เชื่อว่าผู้ค้ามาตรา 7 คงไม่เสี่ยง ซึ่งในเรื่องสิ่งที่น้ำมันเข้าสถานีบริการแล้วหายไปไหน คงต้องติดตามต่อไป  คาดว่าในอีกไม่เกิน 1 สัปดาห์จากนี้ จะหาข้อพิสูจน์ให้ได้ อะไรเป็นข้อเท็จจริง ส่วนถ้าใครนำแกลลอนมาเติมเพื่อใช้การเกษตร ยืนยันถึงอย่างไรก็ต้องขาย

ขณะเดียวกัน นายกฯ สั่งการเพิ่มเติม หากสงครามยืดเยื้อต่อไป ขอให้แต่ละหน่วยงาน เริ่มจากกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และขอความร่วมมือประชาชน เมื่อเข้าสู่ภาวะวิกฤติ ช่วยกันประหยัดพลังงาน ขณะที่นายกฯ ยังให้การบ้านหารือกับโรงกลั่น เป็นไปได้หรือไม่ที่กระทรวงการคลัง จะพิจารณาเอาเรื่องภาษีลาภลอยมาใช้ได้หรือไม่ โดยต้องรอรัฐบาลที่สมบูรณ์ และหารือกระทรวงการคลัง ดูโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ทำอะไรได้หรือไม่

“เวลานี้ทั้งนายกรัฐมนตรี ตัวผมเองและพวกเราทุกคน ไม่ได้นิ่งดูดาย ไม่ได้นั่งเฉย ไม่ได้นิ่งนอนใจ กำลังหาทางออกในทุกวิถีทาง รัฐบาลทำทุกวิถีทาง แต่เวลานี้เพื่อนๆ ในสภาก็ยังอภิปรายว่ารัฐบาลไม่เห็นทำอะไร แก้ปัญหาอะไร

ซึ่งขอบอกว่าทุกวันนี้รัฐบาล พวกเราทุกคนได้แก้ทุกวิถีทางตามอำนาจที่มีข้อจำกัดในการแก้ปัญหา แต่พวกท่านทำอะไรบ้าง เสนอแนะได้หรือไม่ ไม่ใช่สักแต่วิจารณ์ ทั้งนายกฯ และผมเองพร้อมน้อมรับข้อเสนอที่ดีมาแก้ปัญหา เพราะเชื่อว่าทุกข้อเสนอมีคุณค่า ไม่ใช่พวกท่านมีแต่วิจารณ์

ขอร้องว่าการใส่ร้ายป้ายสีไม่ได้ทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ แต่ถ้าท่านมีคำแนะนำที่ดี ก็เชื่อว่าจะช่วยทำให้ประเทศเดินไปได้ ยืนยันว่าเวลานี้ยังไม่ถึงวิกฤติอย่างที่ทุกคนกังวล การสำรองน้ำมันดิบ ยังมีมากกว่า 100 วัน”