เมื่อวันที่ 27 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจ ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เผยแพร่จดหมายข่าวชี้แจงกรณีรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ชี้แจงเหตุคืนสำนวนคดีปลัดอำเภอท่าชนะกับพวก “อุ้มฆ่า” เนื่องจากพบการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการไม่ได้ร่วมทำสำนวนชันสูตรศพ จึงสั่งพนักงานสอบสวนเร่งแก้ไขให้ถูกต้อง
โดยระบุว่า ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ตรวจสอบสำนวนการสอบสวนคดีดังกล่าวแล้ว พบว่าพนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนการสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย ส่งไปยัง สำนักงานอัยการคดีปราบปรามการทุจริตภาค 8 เพื่อพิจารณาเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569
พนักงานอัยการใช้เวลาพิจารณาสำนวนคดีดังกล่าว 14 วัน จึงส่งสำนวนการสอบสวนคืนให้พนักงานสอบสวนแก้ไขใน 3 ประเด็น ก่อนครบกำหนดฝากขัง 4 วัน
เนื่องจากคดีจะครบกำหนดฝากขังครั้งสุดท้ายในวันที่ 24 มีนาคม 2569 แต่อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนได้หารือ และดำเนินการเร่งแก้ไขสำนวนคดีร่วมกับพนักงานอัยการจังหวัดไชยา ตามคำสั่งอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามคดีทุจริต 1 ภาค 8 จนเสร็จสิ้น และเสนอสำนวนคดีตามลำดับชั้น เพื่อเสนออัยการสูงสุดพิจารณามีคำสั่งทางคดี
แต่เนื่องจากในคดีชันสูตรพลิกศพผู้ตาย พนักงานอัยการจังหวัดไชยาได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลจังหวัดไชยาไต่สวนการตายไว้แล้ว โดยศาลนัดไต่สวนวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 จึงเป็นกรณีที่การชันสูตรพลิกศพยังไม่เสร็จสิ้น ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ซึ่งตามมาตรา 129 ห้ามมิให้ฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล จึงยังไม่อาจส่งสำนวนคดีเสนอให้อัยการสูงสุดพิจารณามีคำสั่งทางคดีได้
ส่วนประเด็นให้แก้ไขสำนวนคดี ตามที่รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดชี้แจง เหตุการคืนสำนวนคดีตามข่าวนั้น คณะพนักงานสอบสวนได้ชี้แจง ดังนี้
1. กรณีไม่ปรากฏหลักฐานว่าพนักงานอัยการได้ร่วมหรือมีลายมือชื่อในการจัดทำสำนวนชันสูตรพลิกศพ
เรื่องนี้จึงเป็นสำนวนการชันสูตรพลิกศพที่ไม่ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมาย
“ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการชันสูตรพลิกศพ พ.ศ.2565 ข้อ 26 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า
เมื่อพนักงานอัยการและพนักงานสอบสวนร่วมกันเห็นว่าการทำสำนวนชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้นแล้ว
พนักงานสอบสวนจะเป็นผู้ทำรายงานความเห็นทางคดี โดยพนักงานอัยการไม่ต้องลงลายมือชื่อในรายงานดังกล่าว”
2. ไม่พบหลักฐานว่าพนักงานสอบสวนได้มีหนังสือแจ้งพนักงานอัยการเข้าร่วมทำสำนวนการสอบสวนในคดีความตายเกิดขึ้น
“ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 155/1 กำหนดให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้พนักงานอัยการเข้าร่วมกับพนักงานสอบสวนในการทำสำนวนสอบสวน โดยมิได้บัญญัติให้ต้องแจ้งเป็นหนังสือ
แต่ในคดีนี้ พนักงานสอบสวนได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 29 ธันวาคม 2568 แจ้งให้พนักงานอัยการเข้าร่วมสอบสวนทั้งความผิดตาม พ.ร.บ.การปราบปรามการทรมาน ฯ และเข้าร่วมสอบสวนในกรณีความตายเกิดขึ้นในระหว่างการควบคุมของเจ้าหน้าที่รัฐไว้ด้วยแล้ว
พนักงานอัยการจังหวัดไชยาได้มาร่วมทำการสอบสวนตามที่แจ้งแล้วด้วย”
3. ไม่พบหลักฐานว่าพนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนเรื่องนี้ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 61
“ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2569 มาตรา 31 กำหนดไว้ชัดเจนว่า ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ
ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดำเนินคดีต่อไป โดยแจ้งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการตามกฎหมาย และแจ้งเรื่องให้ทาง ป.ป.ช. ทราบการดำเนินคดีแล้ว โดยการดำเนินการอยู่ภายใต้คำแนะนำของพนักงานอัยการจังหวัดไชยามาโดยตลอด”
ในคดีดังกล่าว แม้จะมีข้อกฎหมายที่คณะพนักงานสอบสวนมีความเห็นต่างจากอัยการคดีปราบปรามการทุจริตภาค 8 และเหลือเวลาดำเนินการก่อนครบฝากขังเพียง 4 วัน พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการจังหวัดไชยาได้ร่วมกันพยายามแก้ไขตามคำสั่งของอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามคดีทุจริต 1 ภาค 8 จนเสร็จสิ้น และเสนอสำนวนคดีตามลำดับชั้นเพื่อเสนออัยการสูงสุดพิจารณา
แต่เนื่องจากคดียังต้องรอผลการไต่สวนการตายของศาลจังหวัดไชยา จึงยังไม่อาจส่งสำนวนคดีเสนอให้อัยการสูงสุดพิจารณาได้
ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีขอยืนยันว่า การดำเนินคดียังไม่ยุติ จะควบคุมกำกับคดีเพื่อพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาจนกว่าคดีจะถึงที่สุด
ขณะที่ พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า เนื่องจากคดีที่เกิดขึ้นเป็นคดีอุกฉกรรจ์ และผู้ก่อเหตุเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งภายหลังเกิดเหตุผู้เสียหายเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย
ตนจึงได้มีคำสั่งให้คุ้มครองพยาน ตามคำสั่งที่ 10/2569 ลงวันที่ 5 ม.ค. 69 จนถึงปัจจุบัน



