รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลัง ครม.มีมติเห็นชอบหลักการให้กระทรวงการคลัง ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อช่วยลดราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศว่า กรมสรรพสามิตได้ศึกษาแนวทางปรับลดภาษีน้ำมันไว้แล้ว เพื่อรอเสนอให้ฝ่ายนโยบายพิจารณา สำหรับใช้เป็นกลไกในการดูแลราคาขายปลีกน้ำมัน และลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยปัจจุบัน กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีน้ำมัน น้ำมันดีเซลที่ 7.44 บาทต่อลิตร และกลุ่มน้ำมันเบนซินเก็บ 5.85 – 7.50 บาทต่อลิตร ซึ่งแตกต่างตามสัดส่วนของส่วนผสมไบโอดีเซล
ทั้งนี้ ในการประเมินเบื้องต้นพบว่า ทุกการปรับลดภาษีลง 1 บาทต่อลิตร จะส่งผลกระทบต่อรายได้จากการจัดเก็บภาษีน้ำมัน ดังนี้ ภาษีน้ำมันดีเซลจะกระทบเดือนละ 2,000 ล้านบาท และกระทบรายได้จากภาษีเบนซินเดือนละ 800 ล้านบาท หากรัฐบาลมีการลดภาษีทั้ง 2 ประเภทก็จะกระทบเดือนละ 2,800 ล้านบาททันที
นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตได้ทำแบบจำลองการศึกษาการปรับลดภาษีแบบขั้นบันได
-โดยหากรัฐบาลต้องการปรับลดภาษีทั้งเบนซินและดีเซล ลง 1 บาทต่อลิตร รัฐจะสูญเสียรายได้ 2,800 ล้านบาทต่อเดือน ลดภาษีดีเซลอย่างเดียวกระทบ 2,000 ล้านบาท
-หากขยับการปรับลดน้ำมันทั้ง 2 ประเภท เป็น 3 บาทต่อลิตร จะส่งผลให้รายได้ภาษีหายไป 8,400 ล้านบาทต่อเดือน แต่ถ้าลดดีเซลอย่างเดียวจะหายไป 6,000 ล้านบาท
-กรณีปรับลด 5 บาทต่อลิตรทั้ง 2 ชนิด ซึ่งเป็นอัตราเดียวสมัยในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน จะกระทบต่อฐานรายได้ภาษีสูงถึง 14,000 ล้านบาทต่อเดือน หากลดดีเซลอย่างเดียวกระทบ 10,000 ล้านบาท
- หากปรับลดดีเซล 7 บาทต่อลิตร จะส่งผลกระทบต่อฐานรายได้ภาษีสูงถึง 14,000 ล้านบาทต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม การปรับลดภาษีน้ำมัน ถือเป็นแนวทางที่น่าเป็นห่วง ที่จะสร้างปัญหาต่อฐานะการคลังในระยะยาว เนื่องจากเมื่อลดภาษีแล้วรายได้ภาษีจะหายไปเลย รัฐไม่สามารถนำมาชดเชยได้ทีหลัง แตกต่างจากการใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งสามารถเก็บเงินเข้ามาชดเชยภายหลังได้ในช่วงที่ราคาน้ำมันถูกลง โดยที่ผ่านมาในช่วงเกิดวิกฤตน้ำมันปี 65 รัฐบาลเคยใช้วิธีลดภาษีไปแล้ว และปรากฎว่ากระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของคลังปีละมากกว่า 1.5-1.6 แสนล้านบาททีเดียว
“ยิ่งในปีนี้ดูน่าเป็นห่วงกว่าเดิม เพราะสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือหลายแห่ง ได้เพ่งเล็งปัญหาฐานะการคลัง และวินัยการคลังของไทย หากยังมีปัญหาซ้ำซากอาจนำไปสู่การถูกปรับลดเครดิตประเทศได้ในท้ายที่สุด เพราะเมื่อเทียบกับการจัดเก็บรายได้ภาษีกรมสรรพสามิตล่าสุด ช่วง 4 เดือนแรกปีงบ69 (ต.ค.68 -ม.ค.69) แม้กรมจะจัดเก็บรายได้รวมได้ 191,289 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง 8,328 ล้านบาท หรือโตเกินเป้าหมาย 4.55% แต่ก็เทียบไม่ได้เลย กับการลดภาษีน้ำมัน 5 บาท แค่เดือนเดียว ก็จะทำให้รายได้รวมหายเป็นหมื่นล้านติดลบโดยทันที”
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาปรับลดภาษีน้ำมันรอบใหม่นี้ ยังต้องดูว่าจะประกาศใช้ได้เมื่อไร เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลยังคงอยู่ในสถานะรัฐบาลรักษาการที่มีข้อจำกัดในการใช้อำนาจตัดสินใจเรื่องงบประมาณและการสร้างภาระผูกพันอยู่ ทำให้ต้องรอการจัดตั้งรัฐบาลทางการเสียก่อน ว่าจะเสี่ยงเลือกวิธีการลดภาษีไหม และลดอัตรามากเท่าไร รวมถึงต้องดูว่าจะลดเฉพาะดีเซลหรือไม่ หรืออาจมีการปรับลดเพียงชั่วคราวระยะสั้นๆ เพื่อไม่ให้มีผลผูกพันไปถึงรัฐบาลสมัยหน้า
ส่วนการพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันอื่นๆ เช่น น้ำมันดีเซล และน้ำมันเตาสำหรับใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนการผลิตไฟ รวมถึงการลดภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินเจ็ท เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว และลดภาระค่าโดยสารแก่ประชาชนที่ปัจจุบันเก็บที่ บาทต่อลิตร ยังไม่มีการศึกษาในช่วงนี้



