ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกลายเป็น หมุดหมาย สำคัญที่บริษัทเทคโนโลยีต่างชาติเลือกเข้ามาลงทุนตั้ง “ดาต้า เซ็นเตอร์” (Data Center) จนมูลค่าการลงทุนรวมสูงแตะแสนล้านบาทเลยทีเดียว
โดยปี 2568 ที่ผ่านมา มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในกิจการดาต้า เซ็นเตอร์ รวมทั้งสิ้น 36 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 728,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันล่าสุด เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2569 บอร์ดบีโอไอก็ได้อนุมัติโครงการลงทุนดาต้า เซ็นเตอร์ อีก 7 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุนกว่า 9.6 หมื่นล้านบาท
การลงทุนตั้งดาต้า เซ็นเตอร์ ของทั้งบริษัทต่างชาติและบริษัทไทยในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตอย่างมหาศาล โดยทางสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ได้ทำการศึกษาและพบว่า ในปี 2568-2574 อุตสาหกรรมดาต้า เซ็นเตอร์ ในไทยจะขยายตัวเฉลี่ยปีละ 27.71% คาดว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มจากประมาณ 4.7 แสนล้านบาท ในปี 2568 เป็น 2.02 ล้านล้านบาท ในปี 2574

การเติบโตอย่างรวดเร็วทำให้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช. เตรียมแก้ไขประกาศกฎระเบียบผู้ขออนุญาตประกอบกิจการดาต้า เซ็นเตอร์ ใหม่ โดยจะออกประกาศ กสทช. เพื่อเปลี่ยนประเภทใบอนุญาตของดาต้า เซ็นเตอร์ จาก แบบที่ 1 ไปเป็น แบบที่ 3 ซึ่งจะเสนอต่อที่ประชุมบอร์ด กสทช. เร็วๆ นี้ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ภายในปี 2569
หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า การดำเนินธุรกิจดาต้า เซ็นเตอร์ ต้องมีใบอนุญาตจาก กสทช. เนื่องจากถือเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโทรคมนาคม
โดยเดิมที ใบอนุญาตแบบที่ 1 จะเป็นใบอนุญาตสำหรับผู้ให้บริการที่ ไม่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง มุ่งเน้นการขายต่อบริการ (Reseller) หรือบริการเสริม เช่น บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) โดยเช่าโครงข่ายผู้อื่น ซึ่งเป็นการอนุญาตในลักษณะ “แจ้งให้ทราบ”
ขณะที่ ใบอนุญาตแบบที่ 3 จะเป็นใบอนุญาตสำหรับผู้ประกอบการที่มี โครงข่ายเป็นของตนเอง เพื่อให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปหรือผู้ให้บริการรายอื่น มีข้อกำหนดเข้มงวด เช่นเดียวกับการให้บริการโทรศัพท์ หรือเคเบิลใต้น้ำ ฯลฯ
เหตุใด กสทช. ต้องจัดระเบียบ ดาต้า เซ็นเตอร์ ทั้งที่กำลังเป็นธุรกิจที่ดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง?

ในเรื่องนี้ “ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล” รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ระบุว่า สำนักงานไม่ได้ต้องการปิดกั้นการลงทุน และก่อนจะออกประกาศดังกล่าว จะต้องมีการ เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) ก่อน
โดย “ไตรรัตน์” ขยายความว่า ปัจจุบันมีการลงทุนดาต้า เซ็นเตอร์ ในไทยจำนวนมากที่ได้รับส่งเสริมจากบีโอไอ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จึงถึงเวลาที่ต้องพิจารณาความเหมาะสมในการจัด โซนนิ่ง (Zoning) เพื่อไม่ให้กระทบต่อทรัพยากรพลังงานในอนาคต ทั้งไฟฟ้าและน้ำ
“ในต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาเริ่มระงับการลงทุนใหม่ชั่วคราวเป็นเวลา 3 ปี ขณะที่สิงคโปร์เองก็เริ่มพิจารณาเข้มงวดมากขึ้นก่อนอนุญาตให้ลงทุน จึงเห็นการลงทุนไหลเข้ามาไทยมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งนอกเหนือจากความกังวลเรื่องพลังงานแล้ว สำนักงาน กสทช. ยังได้รับการสอบถามจากสถาบันการเงินเรื่องการปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจดาต้า เซ็นเตอร์ เพราะกังวลว่าในอนาคตธุรกิจอาจล้มหายตายจากจนกลายเป็นหนี้เสีย (NPL)”
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่อง ทุนสีเทา ที่อาจเข้ามาลงทุนในธุรกิจนี้เพื่อใช้เป็นช่องทางสนับสนุนแก๊งมิจฉาชีพ หากไม่มีการควบคุมดูแลที่รัดกุม ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่น่าคิดว่าหากเกิดปัญหาขึ้นจะแก้ไขอย่างไร

อย่างไรก็ตาม สำนักงาน กสทช. มองว่าการออกประกาศปรับเปลี่ยนใบอนุญาตเป็นแบบที่ 3 จะช่วยให้รัฐได้รับค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น และสามารถจัดระเบียบการลงทุนได้ดียิ่งขึ้น ทั้งการจัดโซนนิ่งให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านพลังงาน หรือการสนับสนุนให้สร้างในนิคมอุตสาหกรรมที่มีทรัพยากรเพียงพอ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการใช้ไฟฟ้าและน้ำของประชาชน ขณะเดียวกันยังสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ว่าผู้ประกอบการให้บริการแก่ลูกค้ารายใดบ้าง เพื่อป้องกันกลุ่มทุนผิดกฎหมาย
คือประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามกันต่อว่า หลังการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะแล้ว ภาคเอกชนจะมีท่าทีอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือ หากมีการออกประกาศมาใช้จริง จะต้องเกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะประเทศชาติและประชาชน โดยไม่กลายเป็นอุปสรรคต่อการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ.
Cyber Daily



