วานนี้ (29 มี.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานสถานการณ์ราคากาแฟในสหรัฐกำลังเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าสินค้าในครัวเรือนประเภทอื่น ๆ และไม่ใช่เพียงแค่ภาษีนำเข้าที่เป็นตัวการเร่งให้ราคาพุ่งสูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ รวมทั้งสงครามสหรัฐ-อิหร่านที่ส่งผลกระทบต่อการปรับราคาครั้งนี้ 

จากข้อมูลของรัฐบาลกลางเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ราคากาแฟพุ่งสูงขึ้นถึง 18.4% ภายในปีเดียว ซึ่งตัวเลขจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐระบุว่า รายจ่ายในครัวเรือนส่วนใหญ่ ตั้งแต่สินค้าของชำ รถยนต์ ไปจนถึงค่าตัดผม ยังไม่มีรายการใดที่มีราคาเพิ่มขึ้นในอัตราการใกล้เคียงกับระดับนี้เลย

ราคากาแฟที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค และสะท้อนถึงแนวโน้มระดับราคาที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ช่วงโรคโควิด-19 ระบาด โดยกาแฟคั่วบดหนึ่งปอนด์เคยมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4.17 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 137 บาท) ในปี 2563 แต่กลับเพิ่มขึ้นถึง 9.46 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 310 บาท) ในปี 2569

รายงานของสำนักข่าววอลล์สตรีท เจอร์นัล ระบุว่า ตอนนี้กำลังเกิดปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคากาแฟหลายประการขึ้นพร้อมๆ กัน ทำให้ราคากาแฟเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเริ่มจากภัยแล้งในประเทศมหาอำนาจผู้ผลิตกาแฟอย่าง บราซิลและเวียดนาม ในช่วงปี 2567 ซึ่งทำให้ขาดแคลนผลผลิตและสร้างความปั่นป่วนให้ตลาด

จากนั้นในเดือนกรกฎาคม 2568 นโยบายตั้งกำแพงภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ทำให้การซื้อผลิตภัณฑ์จากบราซิล ซึ่งเป็นผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุดของโลก ต้องจ่ายภาษีนำเข้าถึง 40% กลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของผู้นำเข้าในสหรัฐ ซึ่งได้ผลักภาระต้นทุนส่วนใหญ่ไปให้ผู้บริโภค

รายงานจากวอลล์สตรีท เจอร์นัล ยังระบุว่า เหล่ากองทุนเก็งกำไรและนักเก็งกำไรสินค้าโภคภัณฑ์ ได้แห่กันมาขอซื้อสัญญาซื้อขายกาแฟ โดยหวังผลกำไรจากสถานการณ์ขาดแคลนกาแฟเนื่องจากภัยแล้งและการตอบโต้เรื่องภาษีนำเข้า พฤติกรรมนี้ส่งผลให้ราคากาแฟพุ่งสูงอย่างบ้าคลั่ง

นอกจากนี้ สงครามในอิหร่าน ยังกลายมาเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความไม่แน่นอนของราคากาแฟอีกประการหนึ่ง เนื่องจากสงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำน้ำมันขาดแคลนและเริ่มส่งผลต่อการขนส่งสินค้าในตลาดโลก ความผันผวนทั้งหมดนี้ทำให้โรงคั่วกาแฟและร้านกาแฟรายย่อยในสหรัฐต่างเกิดความวิตก พวกเขากำลังดิ้นรนอย่างหนักเพื่อสู้กับแบรนด์กาแฟใหญ่ๆ ที่สามารถควบคุมต้นทุนได้ดีกว่าเนื่องจากมีการสั่งซื้อกาแฟลอตใหญ่ต่อครั้ง หรือสามารถว่าจ้างพนักงานให้คอยหาแหล่งกาแฟที่มีราคาดีที่สุดในตลาดโดยเฉพาะ 

แอนดรูว์ กอฟ เจ้าของโรงคั่วกาแฟเรเวอรี โรสเตอร์ส ในรัฐแคนซัส คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของความยากลำบากที่ธุรกิจขนาดเล็กต้องเผชิญเมื่อต้นทุนเมล็ดกาแฟดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด สถานการณ์ทำให้กอฟไม่มีทางเลือกนอกจากต้องปรับขึ้นราคากาแฟถุงยอดนิยมขนาด 12 ออนซ์ จากที่เคยคงราคา 15 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 493 บาท) มานานหลายปี ขึ้นเป็น 17 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 558 บาท) และจ่อปรับขึ้นอีกเป็น 18 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 591 บาท) ในเดือนเมษายนนี้ แม้ลึก ๆ เขาจะกังวลว่าการขึ้นราคาจะทำให้สูญเสียลูกค้าไปก็ตาม

แม้การประกาศใช้ภาษีนำเข้าของทรัมป์จะถูกศาลฎีกาสหรัฐสั่งระงับไปในเดือนกุมภาพันธ์ แต่ก็ได้สร้างความเสียหายให้แก่กอฟไปมากกว่า 14,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 460,243 บาท) และไม่ใช่แค่โรงคั่วกาแฟเท่านั้นที่ได้รับความเดือดร้อน ธุรกิจขนาดเล็กอย่างรถเข็นขายอาหารในนิวยอร์กก็ถูกบีบให้ต้องขึ้นราคาเพื่อรับมือกับวิกฤติกาแฟเช่นกัน

อาซิซ ชานเกซี คนขายกาแฟรถเข็นในนิวยอร์กที่ทำอาชีพนี้มา 20 ปี บอกผู้สื่อข่าวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า ราคาของกาแฟยี่ห้อเคิร์กแลนด์ โคลัมเบีย แบบถัง 3 ปอนด์ที่เขาใช้เป็นประจำ พุ่งขึ้นจาก 10 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 328 บาท) ในปี 2563 มาเป็น 22 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 723 บาท) ในปีนี้ ทำให้เขาต้องปรับราคากาแฟที่ขายขึ้นอีก 50 เซนต์ (ราว 16 บาท) “ทุกอย่างแพงขึ้นหมดเลย” ชานเกซีกล่าว

เครดิตภาพ : AFP