น่าจะเป็นไปตามไทม์ไลน์ของรัฐบาล คือ มีการแถลงนโยบายรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ระหว่างวันที่ 7-9 เม.ย. 69 ซึ่งนอกจากจะไม่มีช่วงการฮันนีมูนแล้ว เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติพลังงาน ดูเหมือนยังไม่ทันเริ่มงานของฝ่ายบริหาร ก็เริ่มมีรอยร้าวให้เห็น มีการเล่นบทชิงดีเด่นในพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งพรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งมีเสียง สส. 74 เสียงรวมทั้งพรรคร่วมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่แม้จะมี สส. เพียง 2 คน แต่ก็สร้างบทบาทเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพงอย่างต่อเนื่อง

เริ่มตั้งแต่พรรค พท. จะสังเกตว่า มีสมาชิกบางคนออกมาท้วงติงการทำงานของรัฐบาล และวิจารณ์แนวทางการรับมือกับวิกฤติที่เกิดขึ้น ไล่ตั้งแต่ “นายอดิศร เพียงเกษ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. ออกมาเตือน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมสาธารณะอย่างหนัก ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดูแลน้ำมันในวิกฤตินี้จะไปแหล่มิไปแหล่ เพราะเหตุมีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจน ยังทันหรือไม่ที่จะระงับการตั้งนายพิพัฒน์ เป็นรองนายกฯ หรือรัฐมนตรีของอนุทิน 2 ขืนตั้งไป ตนกลัวว่า นายอนุทินจะต้านไม่ไหว ในกระแสเสื่อมศรัทธาจะตามมา ระงับตั้งคนอื่นยังทันอยู่ ตนวิจารณ์ในฐานะจะเป็นฝ่ายรัฐบาลด้วยกัน ด้วยความสุจริต
อย่าลืมว่า “นายพิพัฒน์” เป็นแกนนำคนสำคัญของพรรค ภท. มีส่วนสำคัญในการนำพรรคคว้าชัยชนะในพื้นที่ภาคใต้ ดังนั้นจึงไม่มีทางเป็นไปได้ ที่จะไม่มีตำแหน่งในฝ่ายบริหาร ดังนั้นข้อเสนอของนายอดิศร แทบจะเป็นไปไม่ได้ หรือเป็นเพียงต้องการดิสเครดิตแกนนำรัฐบาล เพราะแม้จะร่วมงานด้วยกัน แต่เรื่องของการแย่งซีน หรือมีการชิงดีชิงเด่น ในทางการเมืองก็เกิดขึ้นตลอดเวลา

ส่วน “นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณามาตรการดูแลราคาพลังงาน รวมถึงต้นทุนด้านการเกษตรให้ดีกว่านี้ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญต่อเกษตรกร เพื่อไม่ให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ขณะนี้เสียงสะท้อนจากประชาชนดังขึ้นทั่วประเทศ ทุกพื้นที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่พุ่งสูง จึงอยากถามไปยังผู้มีอำนาจบริหารประเทศ ว่าได้ยินเสียงความเดือดร้อนของประชาชนเหล่านี้หรือไม่
“วันนี้ประชาชนจำนวนมากกำลังแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งราคาน้ำมันและราคาปุ๋ย แต่รายได้ประชาชนไม่ได้เพิ่มตาม ผมในฐานะผู้แทนราษฎรจะยืนอยู่ข้างประชาชน และพร้อมผลักดันทุกช่องทางในสภา” นายวิสุทธิ์ กล่าว

ขณะที่พรรค ภท. ก็ยังมีปัญหาขัดแย้งกับพรรค รทสช. หลัง “นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” หัวหน้าพรรค รทสช. ออกมาวิจารณ์ว่า รมว.พาณิชย์ กำลังเสี่ยงต่อการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่ใช้อำนาจหน้าที่ควบคุมราคาน้ำมัน ทั้งที่มีอำนาจตามกฎหมาย ทำให้ “นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” รองหัวหน้าพรรค ภท. ออกมาตอบโต้ว่า หาก รมว.พาณิชย์เข้าไปแทรกแซงราคาน้ำมัน จะถือว่าทำเกินหน้าที่ กฎหมายไม่ให้กระทรวงพาณิชย์เข้าไปควบคุมราคาน้ำมัน โดยอ้างอิงคำพิพากษาศาลปกครอง คดีน้ำมันเชื้อเพลิง คดีดำที่ 1872/2556 และคดีแดงที่ 1937/2561 กระทรวงพาณิชย์ “ไม่มีอำนาจ” เข้าไปกำหนดราคาน้ำมัน โดยคำพิพากษาศาลปกครองยืนยันว่า รัฐได้ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันตั้งแต่ปี 2534 ให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี และมีหน่วยงานด้านพลังงานดูแลโดยตรง ทำให้คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) และกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่หน่วยงานกำหนดราคา โดยสถานะปัจจุบันศาลปกครองสูงสุดยืนยันตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ขณะที่คำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินระบุว่า อำนาจกำกับราคาน้ำมันอยู่ที่กระทรวงพลังงาน ส่วนกระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่เพียงตรวจสอบการแสดงราคา
“ถ้าขืนไปทำตามที่นายพีระพันธุ์พูด รมว.พาณิชย์จะผิดกฎหมายเสียเอง นายพีระพันธุ์ก็เป็นนักกฎหมาย มีหรือจะไม่รู้ หรือทำไปทั้งหมดเพื่อต้องการวางกับดัก ขุดบ่อล่อปลา พร้อมกับหาแสงไปในตัว แบบ 2-in-1 ปัญหาคือ เรื่องนี้อยู่ในมือกระทรวงพลังงาน แล้วนายพีระพันธุ์ เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการ มีอำนาจเต็ม ดูแลโครงสร้างพลังงานมาตั้งหลายปี เห็นโครงสร้างราคาหมด จะถูกจะแพงนอกจากท่านรู้ ท่านยังมีอำนาจจัดการ แล้วทำไมท่านไม่ทำ หรือทำไมไม่ทำให้มันเสร็จ จะมาเก่งอะไรกับรัฐบาลที่ยังไม่มีอำนาจเต็มด้วยซ้ำ อย่าลืมว่าเรายังไม่ได้ ครม.ใหม่ ที่ทำงานกันอยู่คือรักษาการทั้งนั้น” รองหัวหน้าพรรค ภท. กล่าว
ด้าน “อัษฎางค์ ยมนาค” หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ ได้ออกมาโพสต์วิเคราะห์กรณีคุมราคาน้ำมัน ตอนหนึ่งระบุว่า การดิสเครดิต รมว.ศุภจี เรื่องนี้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อบอกว่า “ศุภจีโกหก” หรือ “ศุภจีไม่รู้กฎหมาย” ทั้งที่ในความเป็นจริง รมว.ศุภจี พูดถูกตามหลักบริหารราชการแผ่นดินว่าโครงสร้างราคาเป็นเรื่องของพลังงาน การเอาบัญชีสินค้าควบคุมมาแบหราแบบนี้ จึงเป็นการ “จงใจบิดเบือนเจตนารมณ์ของกฎหมาย” เพื่อกดขี่ทางการเมืองมากกว่าการให้ความรู้ประชาชน

ส่วน “นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค รทสช. ในฐานะอดีตที่ปรึกษา รมว.พลังงาน ออกมาตอบโต้ในกรณีดังกล่าว ยืนยันว่า รมว.พาณิชย์ที่กำกับ กระทรวงพาณิชย์มีอำนาจเต็มในการกำหนดราคาค่าน้ำมัน เพราะมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2568 มีผลลบล้างมติ ครม. เมื่อปี 2534 ว่าด้วยความเห็นชอบรายการสินค้าและบริการควบคุมราคา 59 รายการ โดยหนึ่งในนั้น คือ ก๊าซปิโตรเลียมเหลว และน้ำมันเชื้อเพลิง
ถือเป็นสัญญาณที่ไม่ดีนักของพรรคร่วมรัฐบาล เพราะยังไม่ทันได้ร่วมงานกันอย่างเป็นทางการ ก็เริ่มมีความเห็นต่าง เล่นบทชิงดีชิงเด่น น่าสนใจว่า เมื่อทำงานร่วมกันต่อไปเรื่อยๆ จะมีปัญหาความขัดแย้งหรือไม่ ยิ่งถ้าหากฝ่ายบริหารยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤติพลังงานได้ จะมีแรงกดดันไปถึงผู้นำฝ่ายรัฐบาลหรือไม่
ขณะที่พรรคส้มก็ยังเผชิญวิบากกรรมเรื่องคดีความอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดปมร้อนเกี่ยวกับเรื่องความคืบหน้าในคดี 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่ร่วมเข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งก่อนหน้านี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช ) มีมติชี้มูลความผิด 44 สส. และขอขยายเวลาการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาออกไปก่อน ล่าสุดแหล่งข่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ภายใน 1-2 วันนี้ จะมีการเสนอคำร้องที่จะส่งไปยังศาลฎีกาให้พิจารณานั้น เข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ให้พิจารณา โดยต้องรอให้ประธาน ป.ป.ช. เรียกประชุม และบรรจุวาระ เพื่อให้มีมติรับรองคำร้องที่จะยื่นต่อศาลฎีกาต่อไป ส่วนการหยุดปฏิบัติหน้าที่ของผู้ที่ดำรงตำแหน่ง สส.นั้น อยู่ที่การพิจารณาของศาลฎีกา เมื่อรับคำร้องแล้ว
สำหรับรายชื่อของ 44 สส. อดีตพรรค ก.ก. ที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ในนามพรรคประชาชน (ปชน.) ที่มีความเสี่ยงถูกศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีจำนวน 10 คน แบ่งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน ประกอบด้วยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล นายรังสิมันต์ โรม นายวาโย อัศวรุ่งเรือง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ และอีก 2 คนที่เป็น สส.แบ่งเขต ประกอบด้วย นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.

ก่อนหน้านั้นมีข่าวว่า “นายณัฐพงษ์” จะลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ปชน. เพื่อเปิดทางให้ “อาจารย์ต้น” นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกฯ มารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคแทน เพราะไม่มีชนักเรื่องคดีความ จะเห็นว่าระยะหลัง นายวีระยุทธ จะออกมามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น โดยวิจารณ์การแก้ไขปัญหาเรื่องวิกฤติราคาพลังงานของรัฐบาล นอกจากนี้อาจต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านฯ มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรค ปชน. และถ้าศาลฎีกาสั่งให้ 10 สส. หยุดปฏิบัติหน้าที่ ย่อมมีผลกระทบกับการทำงานของพรรคปชน. เพราะหลายคนเป็นตัวตึง มีบทบาททางการเมืองอย่างต่อเนื่อง
ส่วนกระบวนการพิจารณาความคืบหน้าในการพิจารณาคดีบัตรเลือกตั้ง ที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด จนถูกตั้งข้อสงสัยว่า การเลือกตั้งไม่เป็นความลับนั้น “นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์” ประธานศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) ให้ความเห็นถึงความคืบหน้าในการพิจารณาคดีบัตรเลือกตั้ง ว่า ต้องรอคำชี้แจงจากคู่ความทั้งสองฝ่าย มติของศาลรับแล้วให้เวลาทางกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคนยื่นคือผู้ตรวจการแผ่นดิน ทั้งสองฝ่ายต้องยื่นคำแถลง และบัญชีพยานและการได้มาซึ่งพยาน เพื่อให้ศาลได้เข้าถึงพยานเหล่านั้น แต่ยังตอบไม่ได้ว่าจะเปิดไต่สวนหรือไม่ ถ้าคำชี้แจงนั้นไม่เป็นที่เข้าใจ ตุลาการก็สามารถขอไต่สวนได้ การที่บัญชีพยานไม่ใช่บุคคล อาจจะเป็นเทปหรืออุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์บางอย่าง อาจจะไต่สวน หรือไม่ไต่สวนก็ได้ จะต้องดูเป็นกรณีไป เมื่อถามว่ากรณีบัตรเลือกตั้งจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ นายนครินทร์ กล่าวว่า ยังตอบอะไรไม่ได้ จนกว่าจะได้เห็นหลักฐาน เอาหลักฐานเข้ามาที่ศาลดีกว่า จะลับหรือไม่ลับก็อยู่ที่ข้อกฎหมาย เรายังไม่ได้คุยกัน เพราะคำว่าศาลไม่ใช่ความเห็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นความเห็นของทั้ง 9 คนที่มีดุลพินิจเป็นอิสระ
เมื่อถามว่ากรณีที่ภาคประชาชนจัดการเลือกตั้งจำลอง เพื่อพิสูจน์ว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสามารถย้อนกลับไปหาผู้เลือกได้ จะถูกนำหลักฐานมาพิจารณาต่อศาลได้หรือไม่ นายนครินทร์ กล่าวว่า ข้อเท็จจริงที่อยู่นอกศาล ขอให้นำเข้ามาในศาล ให้เข้ามาอยู่ในกระบวนการของศาล ส่วนจะนำหลักรัฐศาสตร์มาวินิจฉัยในกรณีนี้ด้วยหรือไม่ เพราะมีคำพูดที่ว่า การที่เดินหน้าตั้งรัฐบาล และสงครามตะวันออกกลาง อาจทำให้ศาลไม่กล้าสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ นายนครินทร์ กล่าวยืนยันว่า วินิจฉัยตาม รธน. มีทั้งหลักรัฐศาสตร์และหลักนิติศาสตร์อยู่ในตัวเองแต่เมื่อมาผสมกันแล้ว กลายมาเป็น รธน.ที่กลมกล่อมหรือไม่ อยู่ที่ รธน.ฉบับปัจจุบัน
ยังต้องรอลุ้น เพราะผลการวินิจฉัยของศาล รธน. จะมีผลต่อการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านพ้นไป หากชี้ว่าการมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ทำให้ไม่เป็นความลับ นั่นหมายความว่า จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และจะส่งผลทางการเมืองมาก ในระดับรุนแรงมากเลยทีเดียว.
“ทีมข่าวการเมือง”



