เมื่อวันที่ 30 มี.ค. นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) เปิดเผยว่า ขสมก. ได้ประชุมหารือเร่งด่วนร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการบริหารจัดการเชื้อเพลิง ทั้งน้ำมันดีเซล และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ให้เพียงพอ โดย ขสมก. มีแผนสั่งซื้อเชื้อเพลิงที่สอดคล้องกับความต้องการจริงรายเดือน เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงในทุกเขตการเดินรถ และไม่เกิดการกักตุนเกินความจำเป็น ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐสามารถบริหารจัดการเชื้อเพลิงสู่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกทางหนึ่ง

นายกิตติกานต์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน ขสมก. มีรถโดยสารประจำการที่ใช้เชื้อเพลิง 2 ประเภทหลัก ได้แก่ รถโดยสารที่ใช้น้ำมันดีเซล จำนวน 2,074 คัน และ รถโดยสารที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ (NGV) จำนวน 800 คัน ซึ่งพร้อมรองรับประชาชนที่อาจหันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะมากขึ้น โดยเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการประหยัดพลังงานตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้ ขสมก. พร้อมมุ่งสู่พลังงานสะอาด โดยจะเร่งนำรถเมล์ไฟฟ้า (EV) 1,520 คัน มาให้บริการภายในปี 2570

นายกิตติกานต์ กล่าวอีกว่า การประชุมดังกล่าวยังได้ร่วมกันพิจารณาแนวทางสนับสนุนเพิ่มเติม เช่น การพิจารณาโครงสร้างราคาพิเศษ สนับสนุนการใช้ B20 ซึ่งมีราคาถูกกว่าดีเซลทั่วไป รวมถึงเตรียมแผนจัดซื้อเชื้อเพลิงล่วงหน้า เพื่อบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก นอกจากนี้ ขสมก. ยังได้ดำเนินการประหยัดพลังงานภายในองค์กร และการปรับปรุงประสิทธิภาพการเดินรถ NGV เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลในช่วงที่ราคาผันผวน ขสมก. ยืนยันว่าจะดำเนินทุกมาตรการอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และต่อเนื่อง โดยไม่ให้สถานการณ์ด้านพลังงานส่งผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชน

ด้านนายมนตรี ศิลปอาชา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารความร่วมมือกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้น ปตท. กล่าวว่า ปตท. ให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพของระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการให้บริการประชาชน โดยที่ผ่านมาได้มีการอัปเดตทิศทางราคา และสถานการณ์โลกให้ ขสมก. ทราบอย่างต่อเนื่อง พร้อมตรวจสอบระบบท่อส่งน้ำมัน และสถานีเติมเชื้อเพลิงให้มีความพร้อมสูงสุด เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่ารถโดยสาร ขสมก. จะมีเชื้อเพลิงเพียงพอต่อการให้บริการทุกเที่ยววิ่ง.


