กรณี น.ส.ยุวดี (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี และนายสมชัย (ขอสงวนนามสกุล) 43 ปี สองสามีภรรยาผู้เสียหาย ถูกกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษ (นปพ.) สังกัดกองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี จำนวนรวม 8 นาย แบ่งเป็น ระดับสารวัตร 1 นาย ระดับรองสารวัตร 1 นาย และผู้บังคับหมู่ 6 นาย พร้อมด้วยพลเรือน 1 ราย ร่วมกัน/สนับสนุนกัน เข้าตรวจค้นภายในบ้านพัก และได้ตรวจค้น 4 ห้องนอน โดยอ้างว่ามีหมายค้นอนุมัติจากศาลจังหวัดธัญบุรี เพื่อตรวจค้นหาสิ่งของผิดกฎหมาย โดยไม่ให้ผู้เสียหายได้อ่านหมายค้นศาล และไม่มีการแจ้งพฤติการณ์ทางคดี แจ้งเพียงว่าต้องทำการตรวจค้น ก่อนทราบภายหลังว่าเป็นการถูกค้นเนื่องจากถูกร้องเรียนเกี่ยวกับการปล่อยเงินกู้นอกระบบ ต่อมาผู้เสียหายอ้างว่าตำรวจได้มีการข่มขู่เรียกทรัพย์สิน 200,000 บาท แลกกับการไม่ดำเนินคดีและไม่ถูกยึดทรัพย์สินทั้งหมด ทำให้ผู้เสียหายแจ้งเพียงว่าที่บ้านพักมีทองรูปพรรณหนัก 1 บาท จำนวน 2 เส้น เพราะมีเงินสดไม่ถึง 200,000 บาท ทางตำรวจจึงตกลงรับและพาตัวไปส่งที่หน้าปากซอยบ้านพัก และรอรับกล่องทองรูปพรรณจากบุตรสาวของผู้เสียหาย นอกจากนี้ ตำรวจยังยื่นเงินสดให้ผู้เสียหาย 10,000 บาท อ้างว่าสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูก ขณะที่ ผบก.จว.ปทุมธานี ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยมีรอง ผบก.จว.ปทุมธานี เป็นประธานคณะกรรมการ ตรวจสอบควบคู่ไปกับคดีอาญา ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริง และจะได้รายงานผลเบื้องต้นให้ผู้บังคับบัญชาการพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอน ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น

ตำรวจหรือโจร!”สีกากี” ปล้นทอง! บุกรีดผัวเมียโต๊ะสนุ๊ก ขู่แยกแม่ลูกแลกยอด 2 บาท

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 31 มี.ค. ที่ กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ได้พาผู้เสียหายเดินทางเข้ายื่นคำร้องขอรับการคุ้มครองพยานจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม พร้อมเปิดเผยว่า สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นนั้น พบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นตำรวจ 8 นาย และอีก 1 พลเรือน เข้าไปเกี่ยวข้อง โดยการตรวจค้นบ้านผู้เสียหาย ก่อนพาไปยังกองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี และข่มขู่เรียกทรัพย์สิน 200,000 บาท แต่สุดท้ายตำรวจได้ทองไป 2 บาทแทน ซึ่งก่อนหน้านี้ทางผู้เสียหายได้เดินทางไปร้องยังศูนย์ดำรงธรรมฯ แต่ทางศูนย์ดำรงธรรมไม่ได้มีการรับเรื่องไว้ ผู้เสียหายจึงตัดสินใจมาร้องทุกข์ยังสายไหมต้องรอด จากนั้นตนจึงได้พาผู้เสียหายไปแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและพลเรือนที่ร่วมกันก่อเหตุ และวานนี้ (30 มี.ค.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก.จว.ปทุมธานี ประสานให้ตนพาผู้เสียหายไปชี้ภาพถ่ายของบุคคลจำนวนทั้งสิ้น 9 ราย ซึ่งทราบว่าภายในวันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 8 นาย จะต้องเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ สภ.ธัญบุรี ส่วนพลเรือน 1 ราย ศาลได้ออกหมายจับเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ผู้เสียหายค่อนข้างมีความกังวลเป็นอย่างมาก เนื่องจากหลังแจ้งความไปแล้ว กลับพบว่าบริเวณที่พักได้มีรถทะเบียนแปลก ทั้งรถมอเตอร์ไซค์ และรถกระบะ มาคอยจอดซุ่มอยู่แถวบ้าน จึงห่วงเรื่องความไม่ปลอดภัย จนต้องหนีไปนอนที่บ้านพักยังจังหวัดนครนายก หรือถ้ามีความจำเป็นต้องนอนที่บ้านเกิดเหตุจริง ๆ ทางผู้เสียหายจะรีบเข้าบ้านและรีบปิดไฟ วันนี้จึงมาขอให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ช่วยดำเนินการคุ้มครองพยานแก่ผู้เสียหายด้วย

ขณะที่ น.ส.ยุวดี (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี ผู้เสียหาย กล่าวว่า ภายหลังจากที่มีข่าวออกไป ตนเริ่มมีความสบายใจขึ้น โดยเฉพาะการที่ได้ชี้ภาพถ่ายบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ 8 นาย และพลเรือน 1 ราย ซึ่งเราจำหน้าพวกเขาได้ทั้งหมด แม้ในตอนแรกทางตำรวจจะยังไม่มีภาพในส่วนของพลเรือนดังกล่าว แต่เราจำได้ว่ามันมี 9 ราย ซึ่งพนักงานสอบสวนตำรวจได้ดำเนินการสอบสวนปากคำอีกรอบ ไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็เจอพลเรือนรายดังกล่าวที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับตำรวจทั้ง 8 นายจริง ส่วนทองที่เสียไปก็ยังไม่ได้คืน และยังไม่ได้มีทางตำรวจชั้นผู้ใหญ่มาเจรจาไกล่เกลี่ยแต่อย่างใด มีเพียงก่อนหน้านี้ ได้มีตำรวจได้โทรศัพท์มาบอกว่าอยากเข้ามาคุยด้วยที่บ้าน ซึ่งเราก็กลัวว่าจะเข้ามาคุยเรื่องใด เพราะเราก็ได้ให้ทุกอย่างไปหมดแล้ว ส่วนเหตุการณ์ความกังวลเรื่องความปลอดภัยในตอนนี้ หลังจากที่ตนได้แจ้งความดำเนินคดี ตนได้ปิดประตูบ้านตายทั้งด้านนอกและด้านใน และได้มีการล็อกกุญแจไว้เรียบร้อย ซึ่งปกติตนเปิดร้านสนุกเกอร์ ถ้าเป็นลูกค้าเราย่อมจำได้อยู่แล้ว

น.ส.ยุวดี กล่าวว่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเย็นวันดังกล่าว เวลาประมาณ 18.00 น. หลังจากแจ้งความ ได้มีรถมอเตอร์ไซค์และรถกระบะแปลกทะเบียน มาวิ่งวนอยู่แถวบริเวณบ้าน ซึ่งตนก็กังวลเพราะในบ้านมีแค่ตน สามี และลูก พบความผิดปกติคือรถดังกล่าวเหล่านี้มีการจอดติดเครื่องไว้ จนกระทั่งหมาที่ตนเลี้ยงไว้เห่าขึ้นมา ตนจึงแง้มประตูดู แล้วพอเห็นเช่นนั้นก็รีบปิดไฟทำเหมือนว่าไม่มีใครอยู่ในบ้าน ซึ่งเท่าที่ดูเบื้องต้นคนขับแทบไม่ลงมาจากรถเลย อีกทั้งรถมอเตอร์ไซค์แปลกทะเบียนก็ยังมาจอดที่หน้าบ้านและขับวน ๆ ออกไป แต่เท่าที่ดูเบื้องต้น คนขับมีการแต่งตัวปกติ ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้ มันทำให้ตนเครียด กลัว เพราะเราได้มีการไปเอาเรื่องตำรวจ จึงไม่รู้ว่าใครเป็นพวกใครบ้าง เพราะมันก็มีตำรวจโทรฯ มาว่าอยากจะขอเข้ามาคุยธุระด้วย ตนก็ไม่เข้าใจว่าจะคุยเรื่องใด ในเมื่อเราให้ปากคำไปแล้ว เราเป็นแค่คนธรรมดา ยอมรับว่าตอนนี้ไม่กล้าเข้าบ้านเลย บางครั้งต้องไปนอนต่างจังหวัดนครนายก บางครั้งก็ต้องแอบนอนภายในรถ ทั้งนี้ จุดประสงค์ตอนนี้คือตนอยากได้ทอง 2 บาทคืนมา และเดินหน้าดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ไม่ขอเจรจาไกล่เกลี่ยใดทั้งสิ้น

น.ส.ยุวดี กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องข้อกฎหมาย นอกจากการแจ้งความตามประมวลกฎหมายอาญา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้แจ้งให้ทราบถึง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ด้วย เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ได้มีการนำพาควบคุมตัวพวกตนไปนานเกินไป ซึ่งในระยะเวลา 8 ชม. ระหว่างนั้นได้มีการทำอะไรบ้าง เหตุใดจึงมีการควบคุมตัวตนในฐานะผู้เสียหายไว้นานขนาดนี้ อย่างไรก็ดี ตนจำได้ว่าในตอนที่พวกเขาเข้ามาตรวจค้นภายในบ้านพัก มีเพียงการยกโทรศัพท์มือถือมาถ่ายรูปเท่านั้น แต่เมื่อไปถึงสถานที่ควบคุมตัว ก็ไม่ได้มีการบันทึกภาพและเสียงแต่อย่างใด

น.ส.ยุวดี กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ตนต้องขอขอบคุณรองจเรตำรวจแห่งชาติ และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ที่ท่านอำนวยความสะดวกในเรื่องคดีเต็มที่ ไม่มีการช่วยเหลือกัน ทำให้ตนสบายใจขึ้นอย่างมาก แต่ตนยอมรับว่าไม่เคยคิดว่าตัวเองที่ทำมาหากินจะโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจรีดทรัพย์ เราก็ไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร หากถามว่ายังมีความเชื่อมั่นในองค์กรตำรวจหรือไม่ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตอนนี้ก็ถือว่าทางผู้บังคับบัญชาระดับสูงก็ค่อนข้างให้ความเป็นธรรมกับเรา ตอนแรกคิดว่าตำรวจจะช่วยกันเองหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็มีตำรวจที่ดีอยู่บ้าง

นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด กล่าวเสริมว่า สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันมีการกระทำต่างกรรมต่างวาระ ข้อกล่าวหาที่หนักที่สุดสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ คือ มาตรา 149 ที่มีการเรียกรับทรัพย์สิน โทษสูงสุดคือประหารชีวิต ส่วนกรณีข้อกฎหมายอุ้มหายฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตนมองว่าก็ต้องถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกัน เพราะแม้ว่าตำรวจจะเข้าตรวจค้นโดยมีหมายอนุมัติจากศาล แต่ขั้นตอนการปฏิบัติต้องดูว่าปฏิบัติชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และการนำเอาตัวบุคคลไปไว้ยังกองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานีนั้น ทางเจ้าหน้าที่มีสิทธิใดในการนำตัวไปไว้เช่นนั้นเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมง อีกทั้งในเรื่องของคลิปวิดีโอการจับกุม ควบคุมตัว

และระหว่างการสอบปากคำนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดดังกล่าวได้บันทึกภาพและเสียงไว้หรือไม่ หากไม่ได้มีการดำเนินการก็คือการสอบสวนโดยมิชอบ และแม้จะอ้างว่าเป็นการเชิญตัวไป ก็ต้องสอบถามทางผู้เสียหายด้วยว่าเขามีความยินยอมหรือไม่ ไม่เช่นนั้นก็คือการจำยอม ผิดต่อเสรีภาพหรือไม่ เพราะอย่างไรแล้วในการกระทำความผิด ย่อมมีการแบ่งหน้าที่กันทำ หรือที่เรียกว่าตัวการร่วม เช่น คนหนึ่งมีหน้าที่ในการตรวจค้น คนหนึ่งมีหน้าที่ในการข่มขู่ผู้เสียหาย คนหนึ่งพาตัวไปที่อื่น หรือบางส่วนอาจรออยู่ที่อื่น แม้จะไม่ได้อยู่หน้างานด้วยกันทั้งหมด แต่ถ้ามีความเกี่ยวข้องแบ่งหน้าที่กันทำ มันก็คือการสนับสนุนให้มีการกระทำความผิด ซึ่งกล้องวงจรปิดมันจับภาพชัดเจนว่าลูกสาวของผู้เสียหายได้ถือเอากล่องทองรูปพรรณไปมอบให้เจ้าหน้าที่รัฐอย่างไร

ส่วน นายธีรยุทร แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ฐานะโฆษกกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ระบุว่า เรื่องนี้ต้องแยกเป็น 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรก การขอคุ้มครองความปลอดภัยนั้น เบื้องต้นกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลความปลอดภัยกับตัวผู้มาร้อง พร้อมประสานกับชุดคุ้มครองความปลอดภัยกรมการปกครองเข้าไปดูแล ส่วนนี้ต้องดูในพฤติการณ์ในอนาคตจะเป็นอย่างไร ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อถึงที่กระทรวงยุติธรรมแล้วขอให้มั่นใจในเรื่องของความปลอดภัย ได้รับการดูแลอย่างแน่นอน และอีกส่วนหนึ่งจะต้องไปดูว่าการอุ้มตัวผู้เสียหายไปนั้น มีการกระทำเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมายอุ้มหายฯ หรือไม่ ซึ่งหากเข้าข่ายก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการ รวมถึงกฎหมายของการเยียวยานั้น ทางกรมฯ ก็จะดูแลต่อให้ แต่ก็ต้องมาพิจารณาตามข้อเท็จจริงอีกครั้ง.