ปี 2569 ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของระบบภูมิอากาศโลก เมื่ออิทธิพลของลานีญาเริ่มอ่อนกำลังลง และเอลนีโญกำลังก่อตัวขึ้น ข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก และ ศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศ ชี้ว่า โอกาสเกิดเอลนีโญในช่วงกลางปีอยู่ที่ประมาณ 62%-80% และจะเพิ่มสูงเกิน 80% ในช่วงปลายปี
จุดที่ต้องจับตาคือความเสี่ยงของ ‘ซุปเปอร์เอลนีโญ’ หรือเอลนีโญที่รุนแรงกว่าปกติ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นมากกว่าค่าปกติ จนส่งผลให้ระบบอากาศทั่วโลกแปรปรวน ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้เคยสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงมาแล้วในอดีต ทั้งภัยแล้ง คลื่นความร้อน และความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ
ความร้อนสะสม
เอลนีโญรอบนี้เกิดขึ้นซ้อนทับกับภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากระดับก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ โดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไนตรัสออกไซด์ อยู่ในระดับสูงสุดในรอบหลายแสนถึงหลายล้านปี ความร้อนส่วนเกินของโลกกว่า 90% ถูกดูดซับไว้ในมหาสมุทร ทำให้มหาสมุทรเปรียบเสมือนแหล่งสะสมพลังงานความร้อนขนาดใหญ่ เมื่อถึงจังหวะที่ปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปแบบเอลนีโญ ก็จะยิ่งเพิ่มความรุนแรงของอุณหภูมิบนพื้นผิวโลก ทำให้ปี 2569 มีแนวโน้มเป็นหนึ่งในปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึก
ดัชนีความร้อนพุ่ง
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบที่ชัดที่สุดไม่ใช่แค่อุณหภูมิสูง แต่คือ ‘ดัชนีความร้อน’ (Heat Index) หรืออุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกจริง ซึ่งคำนวณจากทั้งความร้อนและความชื้น ในช่วงเมษายน 2569 มีความเสี่ยงที่บางพื้นที่จะมีดัชนีความร้อนสูงถึงประมาณ 60 องศาเซลเซียส แม้อุณหภูมิจริงจะอยู่ราว 36-38 องศาฯ เท่านั้น สาเหตุเพราะประเทศไทยมีความชื้นสูงเฉลี่ย 60%-75% ทำให้เหงื่อระเหยได้ยาก ร่างกายจึงระบายความร้อนไม่ทัน เมื่อดัชนีความร้อนสูงเกิน 52 องศาฯ จะเข้าสู่ระดับอันตรายมาก เสี่ยงเกิดฮีทสโตรกได้แม้ไม่ได้ออกแรงหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่ที่มีความร้อนสะสมจากอาคาร ถนน และการจราจร
คลื่นร้อนลามทั้งระบบ
เอลนีโญยังทำให้ปริมาณฝนลดลงประมาณ 30%-40% ส่งผลให้ความเสี่ยงภัยแล้งเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ใช้น้ำมากถึง 80%-90% ของประเทศ ขณะเดียวกัน อากาศร้อนจัดทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากเครื่องปรับอากาศ ส่งผลให้ค่าไฟสูงขึ้นและเพิ่มภาระต่อระบบไฟฟ้า ในเชิงเศรษฐกิจ อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเพียง 1 องศาฯ สามารถทำให้ผลิตภาพแรงงานลดลงประมาณ 3.3%-3.4% และก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยเฉพาะงานกลางแจ้ง เช่น ก่อสร้าง เกษตร และโลจิสติกส์
เมืองต้องเย็นลง
แนวทางรับมือนอกจากจะต้องหาที่ร่มหลบแดดแล้ว เรื่องใหญ่ไปกว่านั้นคือการต้องปรับโครงสร้างเมือง เช่นการที่กรุงเทพฯ เริ่มเดินหน้าพัฒนา ‘เมืองเย็น’ ด้วยแนวทางต่างๆ ตั้งแต่เพิ่มพื้นที่สีเขียว ฟื้นฟูแหล่งน้ำ ไปจนถึงการจัดจุดพักคลายร้อนในพื้นที่สาธารณะ การเพิ่มต้นไม้และพื้นที่น้ำสามารถช่วยลดอุณหภูมิในเมืองได้ประมาณ 2%-5% และช่วยลดผลกระทบจากปรากฏการณ์เกาะความร้อน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เมืองร้อนกว่าพื้นที่รอบนอก
ตั้งรับระดับประเทศ
ภาครัฐได้ออกมาตรการบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือเอลนีโญ โดยเน้นการจัดสรรน้ำตามลำดับความสำคัญ เพิ่มประสิทธิภาพระบบน้ำ และการเตือนภัยล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำมากกว่า 41 จังหวัด แม้มาตรการที่มีอยู่จะช่วยประคองสถานการณ์ได้ในระยะสั้น แต่มาตรการดังกล่าวยังเน้นไปที่การรับมือมากกว่าการป้องกันล่วงหน้า ขณะที่คลื่นความร้อนและภัยแล้งกำลังทวีความรุนแรงขึ้นและมีแนวโน้มจะยืดเยื้อจนอาจกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว
โจทย์หลักจึงอยู่ที่การยกระดับนโยบายใน 3 ด้าน ได้แก่ 1. การปรับระบบจัดสรรน้ำให้ยืดหยุ่นตามสถานการณ์จริง 2. การลดความเสี่ยงสุขภาพด้วยมาตรการเชิงรุก เช่น กำหนดเกณฑ์หยุดงานในวันที่ร้อนจัด และ 3. การเร่งปรับภาคเกษตรให้ใช้น้ำน้อยลงและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
วิธีรับมือฉบับใกล้ตัว
วิธีรับมือที่เราเองสามารถทำได้ทันที ก็มีตั้งแต่การดื่มน้ำอย่างน้อย 2-3 ลิตรต่อวัน เลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งช่วง 11.00-16.00 น. และสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย เช่น หากอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ หรือคลื่นไส้ ให้หยุดกิจกรรมทันที นอกจากนี้ยังสามารถลดความร้อนสะสมในบ้านได้ง่ายๆ เช่น ปลูกต้นไม้บริเวณรอบบ้าน ติดม่านกันแดด หรือใช้ฉนวนใต้หลังคา เพื่อช่วยลดอุณหภูมิและค่าไฟ ขณะที่พื้นที่เสี่ยงควรสำรองน้ำล่วงหน้า เพราะปีนี้อาจเผชิญภาวะน้ำไม่เพียงพอในบางช่วงเวลา
เมื่อเอลนีโญซ้อนทับกับภาวะโลกร้อน โลกจะไม่ได้แค่ร้อนขึ้นแต่จะร้อนสุดขั้วบ่อยขึ้น การเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ ทั้งในระดับนโยบาย เมือง ธุรกิจ และประชาชน จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการอยู่รอดในอนาคต



